คำนวณ Lot Size Scalping: สุดยอดคู่มือการบริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกันพอร์ตแตก (ฉบับมืออาชีพ 2024)
ในโลกของการเทรด Scalping ที่รวดเร็วและผันผวน การทำความเข้าใจและการประยุกต์ใช้หลักการบริหารเงินทุน (Money Management) อย่างเคร่งครัดนั้นมิใช่แค่เรื่องสำคัญ แต่เป็นหัวใจหลักที่ชี้ขาดความสำเร็จและความยั่งยืนในระยะยาว ในขณะที่คุณอาจได้ศึกษา กลยุทธ์ Scalping และ อินดิเคเตอร์ ต่างๆ มาแล้ว สิ่งที่เทรดเดอร์มืออาชีพทุกคนต่างรู้ดีคือ กุญแจสำคัญสู่การเป็นผู้ชนะในตลาดไม่ใช่การแสวงหากำไรก้อนใหญ่เพียงชั่วข้ามคืน แต่คือการ “อยู่รอด” ในตลาดได้นานที่สุด
บทความ “คำนวณ Lot Size Scalping: สูตรหาขนาดไม้ไม่ให้พอร์ตแตก” นี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็น Ultimate Guide ที่จะพาคุณเจาะลึกถึงแก่นแท้ของ Money Management และการคำนวณ Lot Size หรือ Position Sizing ที่เหมาะสมอย่างมืออาชีพ ด้วยการนำเสนอหลักการ Risk 1% ต่อไม้ และสูตรการคำนวณที่เข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างประกอบอย่างละเอียด คุณจะได้รับความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นในการปกป้องเงินทุนของคุณจากการขาดทุนครั้งใหญ่ และมั่นใจได้ว่าพอร์ตการลงทุนของคุณจะปลอดภัย ไม่ต้องเผชิญกับปัญหา “พอร์ตแตก” อีกต่อไป

Part 1: ทำไม Lot Size จึงมีความสำคัญสูงสุดสำหรับ Scalper
การเทรดแบบ Scalping เป็นกลยุทธ์ที่มีความถี่ในการซื้อขายสูงมาก ซึ่งหมายความว่าคุณจะต้องเปิดและปิดออเดอร์จำนวนมากภายในหนึ่งวัน การเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพอร์ตของคุณได้ ดังนั้น การคำนวณ Lot Size ที่ผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถนำไปสู่การขาดทุนที่รุนแรงและรวดเร็วได้ บทบาทของ Lot Size จึงมิใช่เพียงแค่การกำหนดปริมาณการซื้อขาย แต่คือการควบคุมความเสี่ยงในแต่ละธุรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ
1.1 ความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างความเสี่ยงและขนาด Lot
Lot Size คือหน่วยวัดปริมาณการซื้อขายในตลาด Forex และ Crypto ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่า “แต่ละ Pips มีมูลค่าเป็นเงินเท่าไหร่” ยิ่งคุณเลือกใช้ Lot Size ที่ใหญ่ขึ้นเท่าใด ผลกำไรหรือขาดทุนต่อ Pips ที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของราคาก็จะยิ่งมากตามไปด้วย
- ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น: สำหรับ Scalper ที่มักจะตั้งค่า Stop Loss (SL) ที่แคบมาก การใช้ Lot Size ที่ใหญ่เกินตัวพอร์ตอาจทำให้เงินทุนของคุณถูกกัดกินไปอย่างรวดเร็วหากการเทรดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
- การควบคุมความเสี่ยง: การคำนวณ Lot Size ที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณสามารถกำหนดปริมาณการขาดทุนสูงสุดที่ยอมรับได้ในแต่ละการเทรดได้อย่างคงที่ ไม่ว่าระยะ SL ของคุณจะอยู่ที่ 10 Pips, 20 Pips หรือมากกว่านั้นก็ตาม นั่นหมายความว่า หากคุณขาดทุน คุณจะเสียเงินจำนวนเท่าเดิมเสมอตามที่คุณได้กำหนดไว้
- ทำไมถึงสำคัญสำหรับ Scalper: Scalping เน้นการเก็บกำไรเล็กน้อยแต่บ่อยครั้ง ด้วย SL ที่แคบมาก การที่ Lot Size ไม่สัมพันธ์กับ SL อาจทำให้แม้แต่การขาดทุนเพียงไม่กี่ Pips ก็ส่งผลกระทบต่อพอร์ตอย่างรุนแรง การควบคุม Lot Size จึงเป็นการ “ประกัน” ไม่ให้การขาดทุนเล็กๆ กลายเป็นหายนะ
1.2 กฎเหล็กแห่งการอยู่รอด: การกำหนดความเสี่ยงสูงสุด 1% ต่อไม้
หลักการบริหารความเสี่ยงที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและเป็นหัวใจสำคัญของเทรดเดอร์มืออาชีพคือ “คุณไม่ควรเสี่ยงเงินทุนเกิน 1% ของพอร์ตในแต่ละการเทรด” กฎข้อนี้เป็นรากฐานที่มั่นคงในการปกป้องเงินทุนของคุณและช่วยให้คุณสามารถทนทานต่อช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนหรือช่วงที่กลยุทธ์ของคุณไม่ทำงานตามที่คาดไว้
เงินทุนที่เสี่ยงได้สูงสุด (Maximum Risk)
$$Maximum Risk (USD) = Total Capital \times 0.01$$
ทำไมต้อง 1%?
- ความทนทานต่อการขาดทุน: การจำกัดความเสี่ยงที่ 1% ช่วยให้คุณสามารถขาดทุนติดต่อกันได้หลายสิบครั้ง (ทฤษฎีคือ 100 ครั้ง) ก่อนที่เงินทุนของคุณจะหมดไป สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่กลยุทธ์การเทรดของคุณประสบปัญหา หรือในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงและคาดเดายาก
- การรักษาวินัย: กฎ 1% เป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมวินัยในการเทรด ทำให้คุณไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจเพิ่ม Lot Size เมื่อต้องการแก้มือ หรือลด Lot Size เมื่อเกิดความกลัว
- การเติบโตอย่างยั่งยืน: การบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดช่วยให้พอร์ตของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว แทนที่จะพยายามทำกำไรก้อนใหญ่และเสี่ยงที่จะสูญเสียทั้งหมดไปในเวลาอันรวดเร็ว
ตัวอย่างการคำนวณ: หากคุณมีเงินทุนเริ่มต้น $3,000 USD การเสี่ยงสูงสุดต่อไม้คือ $3,000 \times 0.01 = 30 USD การกำหนดขีดจำกัดนี้อย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
Part 2: สูตรคำนวณ Lot Size สำหรับ Scalping โดยเฉพาะ
การคำนวณ Lot Size สำหรับ Scalping มีความแตกต่างเล็กน้อยจากการเทรดประเภทอื่น เนื่องจาก Scalper มักจะใช้ Stop Loss (SL) ที่แคบมาก ดังนั้น การคำนวณจะต้องแม่นยำเพื่อไม่ให้ความเสี่ยงเกินกว่าที่กำหนดไว้
2.1 3 ขั้นตอนง่ายๆ ในการหา Position Sizing ที่แม่นยำ
ในการคำนวณ Lot Size คุณจำเป็นต้องทราบตัวแปรสำคัญ 3 ตัว ซึ่งแต่ละตัวมีบทบาทสำคัญในการควบคุมความเสี่ยงของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ
- กำหนดเงินที่เสี่ยงได้ (Risk in USD):
- คืออะไร: นี่คือจำนวนเงินสูงสุดที่คุณยินดีจะเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้ง
- คำนวณอย่างไร: อ้างอิงจาก “กฎเหล็ก 1% ของเงินทุน” ที่เราได้อธิบายไปในส่วนที่แล้ว
- ตัวอย่าง: หากเงินทุนเริ่มต้น $3,000 USD การเสี่ยงสูงสุดต่อไม้คือ $3,000 \times 0.01 = 30 USD นี่คือจำนวนเงินที่คุณจะใช้ในการคำนวณ Lot Size
- กำหนดระยะ SL (Pips):
- คืออะไร: คือระยะห่างจากจุดที่คุณเข้าออเดอร์ ไปจนถึงจุดที่คุณตั้ง Stop Loss โดยมีหน่วยเป็น Pips
- คำนวณอย่างไร: คุณจะต้องวิเคราะห์กราฟตาม กลยุทธ์ Scalping ที่คุณใช้ เพื่อหาจุด Stop Loss ที่สมเหตุสมผลตามโครงสร้างตลาด (เช่น ใต้แนวรับ หรือเหนือแนวต้านล่าสุด) ไม่ใช่การกำหนดตัวเลขกลมๆ
- ตัวอย่าง: หลังจากวิเคราะห์กราฟแล้ว คุณตัดสินใจตั้ง SL ห่างจากจุดเข้า 15 Pips
- ความสำคัญ: การตั้ง SL ตามโครงสร้างตลาดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบอกว่าหากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์ถึงจุดนี้ แสดงว่าการวิเคราะห์ของเราผิดพลาด
- คำนวณมูลค่า Pips ต่อ Lot (Pip Value):
- คืออะไร: มูลค่าของ 1 Pip สำหรับ 1 Standard Lot (1.00 Lot) ในคู่เงินที่คุณกำลังเทรด โดยมีหน่วยเป็น USD หรือสกุลเงินบัญชีของคุณ
- คำนวณอย่างไร:
- สำหรับคู่เงินหลักที่มี USD อยู่ด้านหลัง (Quote Currency เป็น USD) เช่น EUR/USD, GBP/USD, AUD/USD: 1 Standard Lot (1.00 Lot) จะมีมูลค่า Pips ประมาณ $10 USD
- สำหรับคู่เงินอื่น ๆ ที่มี JPY อยู่ด้านหลัง (เช่น USD/JPY) หรือคู่เงินอื่นๆ: มูลค่า Pip Value จะแตกต่างกันไป คุณสามารถค้นหาได้จาก “Position Size Calculator” ที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีให้ หรือใช้สูตรการคำนวณเฉพาะ
- ตัวอย่าง: สำหรับ EUR/USD, มูลค่า Pip ต่อ 1 Standard Lot คือ $10 USD
- ทำไมต้องรู้: การทราบ Pip Value ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นตัวเชื่อมระหว่างจำนวน Pips กับมูลค่าเป็นเงินจริง
2.2 สูตรหลัก: การคำนวณ Lot Size ที่ใช้ได้จริงในทุกสถานการณ์
เมื่อคุณได้ตัวแปรทั้งสามมาแล้ว คุณสามารถใช้สูตรการคำนวณ Lot Size ที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพนี้ เพื่อหาขนาด Lot ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคู่เงินที่มี Pip Value เท่ากับ $10 USD$ ต่อ 1 Standard Lot (1.00 Lot):
$$\text{Lot Size} = \frac{\text{Risk (USD)}}{\text{SL (Pips)} \times \text{Pip Value ต่อ 1 Standard Lot}}$$
สำหรับคู่เงินหลักส่วนใหญ่ที่ Pip Value ต่อ 1 Standard Lot คือ $10 USD$ สูตรจะกลายเป็น:
$$\text{Lot Size} = \frac{\text{Risk (USD)}}{\text{SL (Pips)} \times 10}$$
ตัวอย่างการคำนวณจริง (สำหรับ EUR/USD)
มาดูกรณีศึกษาเพื่อทำความเข้าใจการประยุกต์ใช้สูตรอย่างชัดเจน:
- เงินทุนเริ่มต้น: $3,000 USD
- Risk ที่กำหนด (1% ของเงินทุน): $30 USD (คำนวณจาก $3,000 \times 0.01$)
- SL ที่กำหนด (วิเคราะห์จากกราฟ): $15 Pips
เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาใส่ในสูตร:
$$\text{Lot Size} = \frac{30}{15 \times 10} = \frac{30}{150} = 0.20 \text{ Lot}$$
ดังนั้น: สำหรับการเทรดในครั้งนี้ หากคุณตั้ง SL ที่ 15 Pips คุณสามารถเปิดออเดอร์ได้สูงสุดที่ 0.20 Lot ซึ่งจะทำให้การขาดทุนสูงสุดของคุณคงที่อยู่ที่ $30 USD ตามที่คุณได้กำหนดไว้ หากราคาเคลื่อนที่ชน Stop Loss การคำนวณนี้ช่วยให้คุณควบคุมความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าคุณจะตั้ง SL แคบแค่ไหนก็ตาม
Part 3: การประยุกต์ใช้ในการ Scalping และการตรวจสอบอย่างมืออาชีพ
การคำนวณ Lot Size เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการความสำเร็จในการ Scalping การประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงและการมีระบบการตรวจสอบที่เข้มงวดต่างหากที่สร้างความแตกต่างระหว่างเทรดเดอร์มือใหม่กับมืออาชีพ
3.1 การตั้ง SL ตามโครงสร้างตลาด ไม่ใช่ตัวเลขกลมๆ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดประการหนึ่งในหมู่เทรดเดอร์มือใหม่คือการตั้ง Stop Loss (SL) ที่ตัวเลขง่ายๆ เช่น 10 Pips หรือ 20 Pips โดยไม่มีเหตุผลรองรับจากโครงสร้างตลาด การทำเช่นนี้เป็นการละเลยข้อมูลสำคัญที่ตลาดกำลังบอกเราอยู่ และอาจทำให้ SL ของคุณถูกชนบ่อยครั้งโดยไม่จำเป็น
- หลักการของ Scalper มืออาชีพ: สำหรับ ระบบเทรดสั้น ที่มีประสิทธิภาพ คุณต้องตั้ง SL ตาม โครงสร้างของตลาด (Market Structure)
- การวิเคราะห์โครงสร้างตลาด:
- แนวรับ/แนวต้าน (Support/Resistance): หากคุณกำลังเปิดออเดอร์ Buy ในแนวรับ ควรตั้ง SL ไว้ใต้แนวรับที่สำคัญล่าสุด เพื่อบ่งบอกว่าหากราคาทะลุแนวรับนี้ลงไป การวิเคราะห์ของคุณอาจผิดพลาด ในทางกลับกัน หากเปิด Sell ในแนวต้าน ควรตั้ง SL ไว้เหนือแนวต้านล่าสุด
- รูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Patterns): บางรูปแบบแท่งเทียนให้สัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจน การตั้ง SL อาจอ้างอิงจากจุดสูงสุดหรือต่ำสุดของแท่งเทียนเหล่านั้น
- จุด Swing High/Swing Low: การใช้ Swing High หรือ Swing Low ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเป็นจุดอ้างอิงในการตั้ง SL ช่วยให้ SL ของคุณมีความสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคามากขึ้น
- ขั้นตอนการทำงาน:
- วิเคราะห์กราฟตาม กลยุทธ์ Scalping ของคุณเพื่อหาจุดเข้าออเดอร์ที่เหมาะสม
- ระบุจุด SL ที่สมเหตุสมผลตามโครงสร้างตลาด (เช่น ใต้แนวรับ หรือเหนือแนวต้าน)
- วัดระยะ Pips จากจุดเข้าถึงจุด SL ที่คุณระบุ (ตัวอย่างเช่น ได้ 13 Pips หรือ 17 Pips)
- นำระยะ SL ที่ได้นี้ไปคำนวณหา Lot Size ที่เหมาะสมตามสูตรที่เราได้เรียนรู้ไปแล้ว
- เครื่องมือช่วยคำนวณ: ในปัจจุบันมี Position Size Calculator มากมายที่โบรกเกอร์หรือเว็บไซต์เทรดมักจะมีให้ใช้งาน เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้คุณสามารถป้อนข้อมูลเงินทุน, ความเสี่ยง, และระยะ SL เป็น Pips เพื่อคำนวณ Lot Size ออกมาได้อย่างรวดเร็วและลดความผิดพลาดในการคำนวณด้วยมือ
3.2 การตรวจสอบและกฎ Daily Loss Limit: เกราะป้องกันพอร์ต
นอกจากการจำกัดความเสี่ยงต่อการเทรดแต่ละครั้ง (Risk per Trade) แล้ว Scalper ทุกคนจำเป็นต้องมี “Daily Loss Limit” หรือขีดจำกัดการขาดทุนรายวันที่เข้มงวด นี่คือกฎสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ความเสียหายเล็กน้อยกลายเป็นหายนะที่รุนแรงต่อพอร์ตการลงทุนของคุณ
- Daily Loss Limit คืออะไร: คือจำนวนเงินสูงสุดที่คุณยอมรับได้ว่าจะขาดทุนในหนึ่งวัน หากการขาดทุนรวมในวันนั้นถึงขีดจำกัดนี้ คุณจะต้องหยุดเทรดทันที ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอยากแก้มือมากแค่ไหนก็ตาม
- ทำไมต้องมี Daily Loss Limit:
- ป้องกันการ Overtrading: การขาดทุนติดต่อกันมักจะกระตุ้นอารมณ์ความอยากแก้มือ ซึ่งนำไปสู่การเทรดมากเกินไป (Overtrading) และการใช้ Lot Size ที่ใหญ่ขึ้นโดยขาดการวิเคราะห์ที่ดี
- ควบคุมอารมณ์: การมีกฎที่ชัดเจนช่วยให้คุณแยกอารมณ์ออกจากกระบวนการตัดสินใจ เมื่อถึงขีดจำกัด คุณจะถูกบังคับให้หยุดพักและทบทวนสถานการณ์
- จำกัดความเสียหาย: ช่วยให้พอร์ตของคุณปลอดภัยจากความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ในวันเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีความผันผวนสูง
- คำแนะนำ: สำหรับ Scalper มืออาชีพ แนะนำให้กำหนด Daily Loss Limit ที่ประมาณ 5% ของเงินทุน
- ตัวอย่าง: หากเงินทุนเริ่มต้น $3,000 USD Daily Loss Limit ของคุณคือ $3,000 \times 0.05 = 150 USD
- ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อถึง Daily Loss Limit:
- หยุดเทรดทันที: ปิดแพลตฟอร์มการเทรดทั้งหมด ห้ามเปิดออเดอร์เพิ่ม ไม่ว่าตลาดจะดูดีแค่ไหนก็ตาม
- พักผ่อน: ให้เวลาตัวเองได้พักจากหน้าจอ เพื่อลดความตึงเครียดและอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดทุน
- ทบทวน Trading Journal: นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด (การเขียน Trading Journal เป็นสิ่งจำเป็น)
- วิเคราะห์ Mindset: เกิดอะไรขึ้นกับสภาพจิตใจของคุณ? คุณเทรดด้วยอารมณ์หรือไม่? คุณทำตามแผนการเทรดอย่างเคร่งครัดหรือเปล่า?
- วิเคราะห์ อินดิเคเตอร์/สัญญาณ: สัญญาณจากอินดิเคเตอร์หรือกลยุทธ์ของคุณผิดพลาดเพราะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือพฤติกรรมหรือไม่? มีปัจจัยข่าวสารใดที่ส่งผลกระทบต่อตลาดโดยไม่คาดคิดหรือไม่?
- ปรับปรุงแผน: ใช้ข้อมูลจากการทบทวนเพื่อปรับปรุงแผนการเทรดและกลยุทธ์ของคุณสำหรับวันถัดไป
3.3 การปรับ Risk ให้เข้ากับกลยุทธ์ (เมื่อคุณเป็นมืออาชีพ)
กฎ 1% เป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมและปลอดภัยสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน แต่เมื่อคุณสั่งสมประสบการณ์และมีสถิติการเทรดที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง คุณอาจพิจารณาปรับ Risk per Trade ได้เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนนี้ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้เท่านั้น
- ระบบที่มี Win Rate สูง (65% ขึ้นไป):
- คืออะไร: ระบบเทรดที่มี Win Rate สูงหมายความว่ากลยุทธ์ของคุณสามารถทำกำไรได้สำเร็จในจำนวนครั้งที่มากกว่าการขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ
- การปรับ Risk: หากคุณมีสถิติที่มั่นคงและพิสูจน์แล้วว่ามี Win Rate สูงอย่างสม่ำเสมอ คุณอาจพิจารณาเพิ่ม Risk per Trade เป็น 2% ต่อไม้ ได้
- ข้อควรระวัง: การเพิ่ม Risk ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และต้องมั่นใจว่า Win Rate ของคุณยังคงรักษาระดับได้ ไม่ควรเพิ่ม Risk เพียงเพราะช่วงหนึ่งคุณทำกำไรได้ดี
- ระบบที่มี Win Rate ต่ำ (40% แต่ R:R สูง):
- คืออะไร: บางกลยุทธ์อาจมี Win Rate ต่ำ แต่มีอัตราส่วน Risk:Reward (R:R) ที่สูงมาก นั่นคือเมื่อคุณชนะ คุณจะได้กำไรก้อนใหญ่ที่สามารถชดเชยการขาดทุนหลายครั้งได้
- การปรับ Risk: สำหรับระบบประเภทนี้ คุณ ควรคง Risk ไว้ที่ 1% หรือต่ำกว่า เสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าการขาดทุนแต่ละครั้งจะไม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพอร์ตของคุณ
- ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: หาก Win Rate ต่ำ การขาดทุนติดต่อกันหลายครั้งเป็นเรื่องปกติ การใช้ Risk ที่สูงเกินไปอาจทำให้พอร์ตของคุณหมดลงก่อนที่คุณจะมีโอกาสเจอการเทรดที่ให้กำไรก้อนใหญ่
- สิ่งสำคัญ:
- มีสถิติรองรับ: การปรับ Risk ควรมาจากผลลัพธ์ที่วัดผลได้และสถิติการเทรดใน Trading Journal ของคุณ ไม่ใช่อารมณ์หรือความรู้สึกส่วนตัว
- ทดสอบในบัญชี Demo: ก่อนที่จะปรับ Risk ในบัญชีจริง ควรทดสอบในบัญชี Demo เป็นระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าการปรับเปลี่ยนนั้นเหมาะสมกับกลยุทธ์ของคุณและสภาพจิตใจของคุณ
- คงวินัย: ไม่ว่าคุณจะปรับ Risk อย่างไร วินัยในการทำตามกฎที่กำหนดไว้ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
FAQ Section: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณ Lot Size Scalping
Q1: การคำนวณ Lot Size มีความสำคัญอย่างไรสำหรับ Scalper?
A1: การคำนวณ Lot Size เป็นหัวใจสำคัญของ Money Management ในการ Scalping เนื่องจากเป็นกลยุทธ์ที่เทรดบ่อยครั้งและใช้ Stop Loss (SL) ที่แคบมาก หากคำนวณ Lot Size ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจทำให้การขาดทุนในแต่ละไม้ใหญ่เกินไปและนำไปสู่การ “พอร์ตแตก” ได้อย่างรวดเร็ว การคำนวณที่ถูกต้องช่วยให้ Scalper สามารถควบคุมความเสี่ยงให้คงที่ในแต่ละการเทรด ไม่ว่าระยะ SL จะแคบแค่ไหนก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดในตลาดระยะยาว
Q2: กฎ 1% Risk per Trade หมายถึงอะไร และทำไมถึงสำคัญ?
A2: กฎ 1% Risk per Trade คือหลักการที่ระบุว่าคุณไม่ควรเสี่ยงเงินทุนเกิน 1% ของพอร์ตการลงทุนของคุณในการเทรดแต่ละครั้ง ตัวอย่างเช่น หากมีเงินทุน $3,000 USD คุณควรเสี่ยงไม่เกิน $30 USD ต่อไม้ กฎนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะช่วยให้คุณสามารถขาดทุนติดต่อกันได้หลายสิบครั้งก่อนที่พอร์ตของคุณจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ป้องกันการตัดสินใจด้วยอารมณ์ และส่งเสริมการเติบโตของพอร์ตอย่างยั่งยืน แทนที่จะหมดตัวไปกับการเทรดเพียงไม่กี่ครั้ง
Q3: Pip Value คืออะไร และมีผลต่อการคำนวณ Lot Size อย่างไร?
A3: Pip Value คือมูลค่าเป็นตัวเงินของการเคลื่อนไหว 1 Pip ในคู่สกุลเงินที่คุณกำลังเทรด โดยทั่วไป 1 Standard Lot (1.00 Lot) ของคู่เงินหลักที่มี USD เป็นสกุลเงินอ้างอิง (เช่น EUR/USD) จะมี Pip Value ประมาณ $10 USD Pip Value มีผลโดยตรงต่อการคำนวณ Lot Size เพราะเป็นตัวเชื่อมระหว่างจำนวน Pips ที่คุณเสี่ยงกับจำนวนเงินจริงที่คุณจะขาดทุน การทราบ Pip Value ที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การคำนวณ Lot Size ออกมาแม่นยำและสอดคล้องกับความเสี่ยงที่คุณกำหนดไว้
Q4: ควรตั้ง Stop Loss (SL) อย่างไรให้มีประสิทธิภาพในการ Scalping?
A4: ในการ Scalping การตั้ง Stop Loss (SL) ที่มีประสิทธิภาพไม่ควรใช้ตัวเลขกลมๆ แต่ควรตั้งตามโครงสร้างของตลาด (Market Structure) เช่น ใต้แนวรับหรือเหนือแนวต้านที่สำคัญล่าสุด หรืออ้างอิงจากจุด Swing High/Low ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า การทำเช่นนี้เป็นการบ่งบอกว่าหากราคาเคลื่อนที่ผ่านจุดเหล่านี้ไป การวิเคราะห์ของคุณอาจผิดพลาด ซึ่งเป็นการกำหนดจุดตัดขาดทุนที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาจริง หลังจากระบุจุด SL ได้แล้ว จึงนำระยะ Pips นั้นไปคำนวณหา Lot Size ที่เหมาะสมต่อไป
Q5: Daily Loss Limit คืออะไร และควรตั้งไว้ที่เท่าไหร่?
A5: Daily Loss Limit คือขีดจำกัดการขาดทุนสูงสุดที่คุณยอมรับได้ในหนึ่งวัน หากการขาดทุนรวมของคุณในวันนั้นถึงขีดจำกัดนี้ คุณควรหยุดเทรดทันทีและพักผ่อน สำหรับ Scalper มืออาชีพ แนะนำให้ตั้ง Daily Loss Limit ไว้ที่ประมาณ 5% ของเงินทุน ตัวอย่างเช่น หากมีเงินทุน $3,000 USD Daily Loss Limit คือ $150 USD การมี Daily Loss Limit ช่วยป้องกันการ Overtrading ควบคุมอารมณ์ และจำกัดความเสียหายไม่ให้ลุกลามจนเป็นอันตรายต่อพอร์ตในระยะยาว
สรุป: วินัยในการคำนวณคือกำไรที่ยั่งยืน
การ คำนวณ Lot Size Scalping อย่างถูกต้องนั้นมิใช่เพียงแค่การใช้สูตรคณิตศาสตร์ แต่เป็นหัวใจสำคัญของ Money Management และเป็นรากฐานของการเทรดที่ยั่งยืน การทำความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่าง Lot Size, ความเสี่ยงต่อการเทรด และโครงสร้างตลาด จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมเงินทุนของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากคุณยึดมั่นใน กฎ Risk 1% ต่อไม้ และปฏิบัติตาม Daily Loss Limit อย่างเคร่งครัด คุณจะสามารถใช้ ระบบเทรดสั้น ได้อย่างมั่นใจ ปราศจากความกังวลเรื่อง “พอร์ตแตก” ที่คอยคุกคามเทรดเดอร์จำนวนมาก จำไว้เสมอว่า: “การรักษาสิ่งที่คุณมีอยู่สำคัญกว่าการวิ่งไล่หาสิ่งที่คุณยังไม่มี” การปกป้องเงินทุนของคุณคือองค์ประกอบที่สำคัญไม่แพ้การทำกำไร
ด้วยความรู้และวินัยที่คุณได้จากบทความนี้ คุณได้ก้าวเข้าสู่การเป็น Scalper มืออาชีพที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างชาญฉลาดและทำกำไรได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวในตลาดที่ท้าทายนี้ ขอให้คุณประสบความสำเร็จในการเทรด!
🛡️ ปกป้องเงินทุนของคุณ! องค์ประกอบที่สำคัญไม่แพ้กัน