TOP 10 บทความยอดนิยม

ดูทั้งหมด
ระบบเทรดสั้น

12 กลยุทธ์การซื้อขายฟอเร็กซ์

มิถุนายน 27, 2022

12 กลยุทธ์การเทรด Forex ยอดนิยมสำหรับมือใหม่: คู่มือฉบับสมบูรณ์เพื่อสร้างกำไรอย่างยั่งยืน

การเข้าสู่โลกของการเทรด Forex (ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ) อาจเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับผู้เริ่มต้น แต่การมี กลยุทธ์การเทรด Forex ที่ชัดเจนและเหมาะสมคือหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จในระยะยาว บทความนี้จะเจาะลึก 12 กลยุทธ์การเทรด Forex ยอดนิยมที่ออกแบบมาสำหรับมือใหม่ โดยอธิบายถึงหลักการ, วิธีการนำไปใช้, ข้อดี, ข้อควรระวัง, และยกตัวอย่างประกอบ เพื่อให้คุณสามารถเลือกกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับสไตล์การเทรดและความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ตลาด Forex คืออะไร และทำไมจึงน่าสนใจสำหรับเทรดเดอร์?

ตลาด Forex หรือ Foreign Exchange Market เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดและมีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก ด้วยปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่สูงถึง 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมากกว่าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กถึงสองเท่า ทำให้ตลาดนี้เป็นเวทีที่ดึงดูดใจสำหรับเทรดเดอร์ทั่วโลก

ลักษณะเด่นของตลาด Forex:

  • สภาพคล่องสูง: หมายถึงความสามารถในการซื้อขายสินทรัพย์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายโดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคามากนัก ทำให้เทรดเดอร์สามารถเข้าและออกจากตำแหน่งได้ตลอดเวลา
  • เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์: เทรดเดอร์สามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการของตลาดหลักทั่วโลก ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการจัดการพอร์ตการลงทุน
  • ความผันผวน: ราคาในตลาด Forex มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ซึ่งเป็นโอกาสในการทำกำไร อย่างไรก็ตาม ความผันผวนสูงก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน
  • เข้าถึงได้ง่าย: ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผู้เริ่มต้นสามารถเข้าถึงตลาด Forex ได้ง่ายผ่านโบรกเกอร์ออนไลน์ต่างๆ ด้วยเงินทุนเริ่มต้นที่ไม่สูงมากนัก

การซื้อขายสกุลเงินในตลาด Forex สามารถให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่พร้อมรับความเสี่ยงและมี วินัยในการเทรด แต่ก็มีข้อผิดพลาดมากมายที่ผู้เริ่มต้นควรหลีกเลี่ยงเพื่อ ประสบความสำเร็จในระยะยาว

กลยุทธ์การซื้อขาย Forex คืออะไร?

กลยุทธ์การซื้อขาย (Trading Strategy) คือชุดของกฎเกณฑ์ที่กำหนดอย่างชัดเจน เพื่อช่วยให้เทรดเดอร์ตัดสินใจเมื่อใดควรเข้าสู่การเทรด (Entry Point), วิธีการบริหารจัดการการเทรดระหว่างที่เปิดอยู่ (Trade Management), และเมื่อใดควรปิดการเทรด (Exit Point) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลกำไรและจำกัดความเสี่ยง

ความสำคัญของกลยุทธ์การเทรด:

  • สร้างความสม่ำเสมอ: กลยุทธ์ที่ชัดเจนช่วยให้เทรดเดอร์ตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผล แทนที่จะใช้อารมณ์ ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอมากขึ้น
  • วัดผลประสิทธิภาพได้: เมื่อมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เทรดเดอร์สามารถบันทึกและวิเคราะห์ผลการเทรด เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ให้ดียิ่งขึ้น
  • ลดความเสี่ยง: กลยุทธ์ที่ดีจะรวมถึงการกำหนดจุดหยุดขาดทุน (Stop Loss) และการบริหารเงินทุน (Money Management) เพื่อป้องกันการสูญเสียที่มากเกินไป

กลยุทธ์การซื้อขายอาจมีความเรียบง่ายหรือซับซ้อนขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของแต่ละบุคคล เทรดเดอร์ที่ใช้ การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) มักจะพบว่าการกำหนดกฎการเข้า/ออกทำได้ง่ายกว่า เพราะอาศัยตัวชี้วัดและรูปแบบกราฟที่ชัดเจน ในขณะที่ผู้ที่ใช้ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) อาจพบว่ายากขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากต้องใช้ดุลยพินิจในการตีความข่าวสารและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ใด เทรดเดอร์ทุกคนควรมีกลยุทธ์ที่เตรียมไว้เสมอ

12 กลยุทธ์การซื้อขาย Forex ที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น

1. การซื้อขายการเคลื่อนไหวของราคา (Price Action Trading)

คืออะไร: การซื้อขายการเคลื่อนไหวของราคาเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการตัดสินใจจากการวิเคราะห์พฤติกรรมราคาโดยตรงบนกราฟ โดยไม่ต้องพึ่งพา อินดิเคเตอร์ ทางเทคนิคที่ซับซ้อน เช่น RSI, MACD หรือ Bollinger Bands เทรดเดอร์จะศึกษา รูปแบบแท่งเทียน, โครงสร้างตลาด (แนวรับ-แนวต้าน), และแนวโน้ม เพื่อคาดการณ์การเคลื่อนที่ของราคาในอนาคต

วิธีการนำไปใช้:

  • ระบุแนวโน้ม: ดูว่าราคาอยู่ในช่วงขาขึ้น ขาลง หรือ Sideway
  • หาแนวรับและแนวต้าน: ระดับราคาที่มีนัยสำคัญ ที่ราคาเคยกลับตัว
  • สังเกตรูปแบบแท่งเทียน: เช่น Pin Bar, Engulfing Pattern, Doji ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการกลับตัวหรือการต่อเนื่องของราคา

ข้อดี:

  • กราฟสะอาด: ไม่มีการรวมอินดิเคเตอร์จำนวนมาก ทำให้กราฟดูง่าย ไม่สับสน
  • เข้าใจตลาดได้ดีขึ้น: การอ่าน Price Action ช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจกลไกและอารมณ์ของตลาด
  • เหมาะกับการเทรดระยะสั้น (Day Trading): เทรดเดอร์สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้น

ข้อควรระวัง: อาจต้องใช้ประสบการณ์ในการตีความรูปแบบ Price Action ได้อย่างแม่นยำ และบางครั้งอาจต้องใช้ Moving Average เป็นเครื่องมือสนับสนุนในการระบุแนวโน้ม

ตัวอย่าง: หากราคาทำแท่งเทียน Pin Bar ที่บริเวณแนวต้าน เทรดเดอร์อาจพิจารณาเปิดสถานะขาย (Sell) โดยตั้ง Stop Loss เหนือยอด Pin Bar เล็กน้อย

2. กลยุทธ์การซื้อขายเป็นช่วง (Range Trading Strategy)

คืออะไร: กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับตลาดที่ไม่มีแนวโน้มชัดเจน หรือที่เรียกว่า ตลาด Sideway เทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์ Range Trading จะมองหาคู่สกุลเงินที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบราคาที่จำกัด โดยมีระดับแนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance) ที่ชัดเจน

วิธีการนำไปใช้:

  • ระบุช่วงราคา: ค้นหาเครื่องมือการซื้อขายที่ราคาเคลื่อนที่อยู่ในช่วง 20 pip ถึงหลายร้อย pip ขึ้นอยู่กับกรอบเวลาที่เทรด
  • หาแนวรับและแนวต้าน: ระดับราคาที่ราคาเด้งออกจากแนวรับและถูกปฏิเสธที่แนวต้าน อย่างสม่ำเสมอ
  • เข้าซื้อขาย: ขายเมื่อราคาแตะบริเวณแนวต้านหลัก และซื้อเมื่อราคาแตะบริเวณแนวรับหลัก

ข้อดี:

  • ทำกำไรได้ในตลาด Sideway: เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ดีเมื่อตลาดไม่เป็น Trend
  • ความเสี่ยงจำกัด: สามารถกำหนดจุดเข้า-ออกและจุดหยุดขาดทุนได้ค่อนข้างชัดเจน

ข้อควรระวัง: หากราคา breakout ออกจากกรอบ อาจทำให้เกิดการขาดทุนได้ จึงควรตั้ง Stop Loss ไว้เสมอ หรือใช้ อินดิเคเตอร์ อย่าง Average Directional Index (ADX) เพื่อยืนยันว่าตลาดไม่มีแนวโน้ม

ตัวอย่าง: หาก EUR/USD เคลื่อนไหวในกรอบ 1.1000 – 1.1100 เทรดเดอร์อาจซื้อที่ 1.1000 และขายที่ 1.1100

3. กลยุทธ์การซื้อขายตามเทรนด์ (Trend Trading Strategy)

คืออะไร: กลยุทธ์นี้เป็นที่นิยมและมีแนวคิดที่ตรงไปตรงมา คือ “Trend is your friend” เทรดเดอร์จะระบุแนวโน้มหลักของตลาด (ขาขึ้นหรือขาลง) และเปิดสถานะในทิศทางเดียวกับแนวโน้มนั้น โดยเชื่อว่าราคามีแนวโน้มที่จะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดิมต่อไป

วิธีการนำไปใช้:

  • ระบุแนวโน้ม:
    • แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend): ราคาทำ Higher Highs และ Higher Lows อย่างต่อเนื่อง
    • แนวโน้มขาลง (Downtrend): ราคาทำ Lower Lows และ Lower Highs อย่างต่อเนื่อง
  • ใช้เครื่องมือช่วย:
    • ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average – MA): โดยเฉพาะ 200 DMA (Daily Moving Average) เป็นที่นิยม หากราคาอยู่เหนือ MA แสดงว่าเป็นแนวโน้มขาขึ้น และหากอยู่ต่ำกว่าเป็นแนวโน้มขาลง
    • การตัดกันของเส้น MA (MA Crossover): เช่น 50 DMA ตัดขึ้นเหนือ 200 DMA บ่งบอกถึงการเริ่มต้นแนวโน้มขาขึ้น และตัดลงบ่งบอกถึงแนวโน้มขาลง

ข้อดี:

  • มีโอกาสทำกำไรสูง: หากจับแนวโน้มได้ถูกทาง
  • เข้าใจง่าย: หลักการค่อนข้างตรงไปตรงมา

ข้อควรระวัง: แนวโน้มอาจมีการกลับตัวได้ตลอดเวลา (Reversal) การเข้าซื้อขายที่ปลายเทรนด์อาจมีความเสี่ยงสูง ควรมีการยืนยันสัญญาณและตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสม

ตัวอย่าง: หาก AUD/USD อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นและราคาพักตัวลงมาที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน เทรดเดอร์อาจเปิดสถานะซื้อ (Buy) โดยคาดการณ์ว่าราคาจะกลับไปเคลื่อนที่ขึ้นต่อ

4. การซื้อขายตำแหน่ง (Position Trading)

คืออะไร: การซื้อขายตำแหน่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของแนวโน้มระยะยาว โดยไม่สนใจความผันผวนระยะสั้นในแต่ละวัน เทรดเดอร์ประเภทนี้จะถือสถานะเปิดไว้นานหลายสัปดาห์ เดือน หรือแม้กระทั่งหลายปี

วิธีการนำไปใช้:

  • วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน: ให้ความสำคัญกับ ข่าวเศรษฐกิจ, นโยบายการเงิน, และเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลกระทบต่อสกุลเงินในระยะยาว
  • ใช้กรอบเวลารายวัน (Daily) หรือรายสัปดาห์ (Weekly) ในการวิเคราะห์: เพื่อกรองสัญญาณรบกวนระยะสั้น
  • ใช้ Stop Loss และ Take Profit ที่กว้าง: เพื่อรองรับความผันผวนระยะสั้น

ข้อดี:

  • ใช้เวลาน้อย: ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอมากเท่าการเทรดระยะสั้น
  • มีโอกาสทำกำไรสูงจากแนวโน้มใหญ่: หากคาดการณ์แนวโน้มระยะยาวได้ถูกต้อง

ข้อควรระวัง: เป็นหนึ่งในรูปแบบการเทรดที่ยากที่สุดที่ต้องใช้ วินัยและความอดทนสูง เพื่อรับมือกับช่วงที่ราคาเคลื่อนที่สวนทางกับตำแหน่งเป็นร้อยๆ pip นอกจากนี้ เงินทุนที่ใช้ในการเทรดก็อาจจะสูงกว่าการเทรดสั้น

ตัวอย่าง: หากนักเทรดคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอีก 1 ปีข้างหน้า อาจเปิดสถานะซื้อสกุลเงินของประเทศนั้นและถือไว้เป็นเวลานาน

5. กลยุทธ์การซื้อขายรายวัน (Day Trading Strategy)

คืออะไร: Day Trading คือการเปิดและปิดสถานะการซื้อขายทั้งหมดภายในวันเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถือสถานะข้ามคืน เทรดเดอร์รายวันมักจะมุ่งเน้นไปที่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของวันที่มีความผันผวนสูง โดยพยายามทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นถึงปานกลาง

วิธีการนำไปใช้:

  • ใช้กรอบเวลาที่สั้นลง: ตั้งแต่ M15 (15 นาที) ไปจนถึง H1 (1 ชั่วโมง)
  • อาศัยการวิเคราะห์ทางเทคนิค: เช่น Price Action, รูปแบบกราฟ, และอินดิเคเตอร์ต่างๆ เพื่อหาจุดเข้าและออกที่แม่นยำ
  • บริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด: เนื่องจากเป็นการเทรดที่รวดเร็ว การตั้ง Stop Loss และ Take Profit เป็นสิ่งสำคัญ

ข้อดี:

  • ไม่มีความเสี่ยงข้ามคืน: สามารถปิดสถานะทั้งหมดก่อนสิ้นวันทำการ
  • มีโอกาสทำกำไรได้หลายครั้งต่อวัน: หากตลาดมีความผันผวน

ข้อควรระวัง: ต้องใช้สมาธิและความเร็วในการตัดสินใจสูง อาจไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่มีประสบการณ์มากพอ

ตัวอย่าง: เทรดเดอร์อาจเฝ้าดู กราฟทองคำ ในช่วงตลาด London Session และเข้าซื้อเมื่อราคาทะลุแนวต้านสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายทำกำไรภายในไม่กี่ชั่วโมง

6. กลยุทธ์การถลกหนัง (Scalping Strategy)

คืออะไร: Scalping เป็นรูปแบบการเทรดที่เร็วที่สุด โดยเทรดเดอร์จะพยายามทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อย (เช่น 5 pips) ในช่วงเวลาสั้นๆ ตั้งแต่ไม่กี่วินาทีไปจนถึงไม่กี่นาที Scalpers จะเปิดสถานะการซื้อขายจำนวนมากต่อวัน โดยมุ่งเน้นตลาดเพียงหนึ่งหรือสองแห่ง

วิธีการนำไปใช้:

  • ใช้กรอบเวลาที่สั้นมาก: เช่น M1 (1 นาที) หรือ M5 (5 นาที)
  • มีทักษะการคำนวณและตัดสินใจที่รวดเร็ว: ภายใต้สภาวะกดดัน
  • มุ่งเน้นคู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูง: เช่น EUR/USD เพื่อให้สามารถเข้า-ออกสถานะได้ง่ายและมีค่า Spread ต่ำ

ข้อดี:

  • ไม่ต้องกังวลกับปัจจัยพื้นฐานระยะยาว: เนื่องจากเป็นการเทรดระยะสั้นมาก
  • มีโอกาสทำกำไรสะสมได้มาก: จากการเทรดหลายครั้ง

ข้อควรระวัง: เป็นกลยุทธ์ที่มีความกดดันสูง ต้องใช้สมาธิอย่างเต็มที่และมีความเสี่ยงที่จะผิดพลาดได้ง่ายเมื่อตลาดมีความผันผวนสูง นอกจากนี้ ค่า Spread และค่าคอมมิชชั่นอาจส่งผลกระทบต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญ ไม่แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น

ตัวอย่าง: เทรดเดอร์ Scalper อาจสังเกตเห็นราคา EUR/USD เด้งออกจากแนวรับย่อยซ้ำๆ ในกราฟ 1 นาที จึงเปิดสถานะซื้อเพื่อหวังทำกำไร 3-5 pips และปิดสถานะอย่างรวดเร็ว

7. สวิงเทรดดิ้ง (Swing Trading)

คืออะไร: Swing Trading เป็นการเทรดที่ถือสถานะไว้นานกว่า Day Trading โดยทั่วไปคือหลายวันถึงหลายสัปดาห์ เทรดเดอร์จะพยายามจับการเคลื่อนไหวของราคาที่เป็น “คลื่น” หรือ “สวิง” ของตลาด โดยใช้กรอบเวลาตั้งแต่ H1 (1 ชั่วโมง) ไปจนถึง D1 (รายวัน) หรือ W1 (รายสัปดาห์)

วิธีการนำไปใช้:

  • วิเคราะห์แนวโน้มและรูปแบบการกลับตัว: เพื่อหาจุดเริ่มต้นของ Swing ใหม่
  • ใช้กลยุทธ์หลากหลาย: เช่น การติดตามแนวโน้ม, การเทรดในกรอบ, หรือการเทรด breakout
  • พิจารณาปัจจัยพื้นฐาน: สามารถนำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานมาประกอบการตัดสินใจได้ เนื่องจากเป็นการเทรดระยะปานกลาง

ข้อดี:

  • ใช้เวลาน้อยกว่า Day Trading และ Scalping: ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอมากนัก
  • มีโอกาสทำกำไรที่ใหญ่กว่า: จากการจับ Swing ของตลาด
  • ลดความเครียด: เนื่องจากไม่จำเป็นต้องตัดสินใจอย่างเร่งรีบ

ข้อควรระวัง: ต้องมีความอดทนและมีวินัยในการถือสถานะที่อาจติดลบชั่วคราวเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ และมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของข่าวสารหรือเหตุการณ์สำคัญในช่วงสุดสัปดาห์

ตัวอย่าง: หากกราฟ GBP/USD แสดงสัญญาณการกลับตัวเป็นขาขึ้นที่ชัดเจนบนกรอบเวลารายวัน เทรดเดอร์อาจเข้าซื้อและถือสถานะไว้หลายวัน โดยตั้งเป้าหมายทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในคลื่นขาขึ้นนั้น

8. ดำเนินกลยุทธ์การค้า (Carry Trade Strategy)

คืออะไร: กลยุทธ์ Carry Trade คือการทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Differential) ระหว่างสองสกุลเงินในคู่สกุลเงินหนึ่งๆ เทรดเดอร์จะซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และขายสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่เรียกว่า Swap หรือ Rollover Fee

วิธีการนำไปใช้:

  • ระบุคู่สกุลเงินที่มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสูง: เช่น AUD/JPY (ออสเตรเลียมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าญี่ปุ่นในอดีต)
  • เปิดสถานะซื้อสกุลเงินดอกเบี้ยสูง และขายสกุลเงินดอกเบี้ยต่ำ: โดยถือสถานะข้ามคืน
  • ติดตามสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ: กลยุทธ์นี้มักจะได้ผลดีในตลาดขาขึ้น (Bullish Market) เมื่อนักลงทุนมองหาความเสี่ยงสูง (Risk-On Sentiment)

ข้อดี:

  • สร้างรายได้จากดอกเบี้ย: สามารถทำกำไรได้แม้ตลาดจะเคลื่อนไหวเล็กน้อยหรือไม่เคลื่อนไหวเลย
  • ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอมากนัก: เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาว

ข้อควรระวัง: หากราคาสกุลเงินเคลื่อนที่สวนทางกับสถานะ การขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคาอาจมากกว่ากำไรจากดอกเบี้ย และอาจมีความเสี่ยงเมื่อตลาดอยู่ในช่วง Risk-Off Sentiment (นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยง) ซึ่งเงินเยนญี่ปุ่นมักจะเป็นสกุลเงินปลอดภัย (Safe Haven) ที่แข็งค่าขึ้น

ตัวอย่าง: หากธนาคารกลางออสเตรเลียขึ้นอัตราดอกเบี้ยและธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ เทรดเดอร์อาจเข้าซื้อ AUD/JPY เพื่อรับดอกเบี้ยจากการถือสถานะ

9. กลยุทธ์ฝ่าวงล้อม (Breakout Strategy)

คืออะไร: กลยุทธ์ Breakout มีเป้าหมายเพื่อเข้าสู่การเทรดทันทีที่ราคาสามารถทะลุผ่านขอบเขตสำคัญได้ เช่น แนวรับ, แนวต้าน, หรือรูปแบบกราฟต่างๆ เทรดเดอร์จะมองหาสัญญาณของโมเมนตัมที่แข็งแกร่งเมื่อเกิดการ Breakout เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ตามมา

วิธีการนำไปใช้:

  • ระบุแนวรับ/แนวต้านที่แข็งแกร่ง: หรือรูปแบบกราฟ เช่น สามเหลี่ยม (Triangle), สี่เหลี่ยมผืนผ้า (Rectangle)
  • รอการ Breakout: เมื่อราคาเคลื่อนที่ทะลุระดับสำคัญออกไปอย่างชัดเจน
  • เข้าสู่ตำแหน่ง: สามารถเข้าโดย Market Order หรือตั้ง Buy Stop/Sell Stop Order ล่วงหน้า
  • ตั้ง Stop Loss: มักจะตั้งไว้ต่ำกว่าแนวต้านเดิม (สำหรับการ Breakout ขึ้น) หรือเหนือแนวรับเดิม (สำหรับการ Breakout ลง)
  • กำหนดเป้าหมายการออก: โดยใช้ระดับแนวรับ/แนวต้านคลาสสิก หรือใช้เครื่องมืออย่าง Fibonacci Extensions

ข้อดี:

  • มีโอกาสทำกำไรสูง: หากเกิด Breakout ที่แท้จริง ราคาอาจเคลื่อนที่ไปในทิศทางนั้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
  • ชัดเจน: จุดเข้าและออกมักจะชัดเจนเมื่อราคา Breakout

ข้อควรระวัง: อาจเกิด False Breakout (การ Breakout หลอก) ซึ่งราคาไม่สามารถไปต่อได้และกลับเข้าสู่กรอบเดิม ทำให้เกิดการขาดทุนได้ จึงควรยืนยัน Breakout ด้วยปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น หรือรอให้ราคา Retest ระดับที่ Breakout ไปแล้ว

ตัวอย่าง: หากราคา USD/JPY พุ่งทะลุแนวต้านสำคัญที่ 150.00 พร้อมด้วยวอลุ่มที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เทรดเดอร์อาจเข้าซื้อเพื่อคาดหวังว่าราคาจะไปต่อ

10. การซื้อขายข่าว (News Trading)

คืออะไร: การซื้อขายข่าวเป็นกลยุทธ์ที่เทรดเดอร์พยายามทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของตลาดที่เกิดจากเหตุการณ์ข่าวสำคัญ เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ย, ตัวเลขเงินเฟ้อ, รายงานการจ้างงาน, หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น ภัยธรรมชาติหรือความตึงเครียดทางการเมือง

วิธีการนำไปใช้:

  • ติดตามปฏิทินเศรษฐกิจ: เพื่อทราบกำหนดการของข่าวสำคัญ
  • ระบุคู่สกุลเงินที่ได้รับผลกระทบ: เช่น การประชุมธนาคารกลางยุโรปจะส่งผลกระทบต่อเงินยูโรมากที่สุด
  • ตัดสินใจล่วงหน้า (Bias) หรือเทรดแบบไม่มีอคติ (Non-Bias):
    • มีอคติ: คาดการณ์ว่าตลาดจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งตามผลของข่าว
    • ไม่มีอคติ: พยายามจับการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่โดยไม่คำนึงถึงทิศทาง โดยอาจใช้ Pending Order ทั้ง Buy Stop และ Sell Stop เพื่อรอให้ราคาไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง

ข้อดี:

  • มีโอกาสทำกำไรสูง: หากสามารถจับทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาได้ถูกต้อง
  • ตลาดมีความผันผวนสูง: ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการความรวดเร็ว

ข้อควรระวัง: การซื้อขายข่าว มีความเสี่ยงสูงมาก ตลาดมีแนวโน้มผันผวนอย่างรุนแรง Spread ของคู่สกุลเงินที่ได้รับผลกระทบอาจกว้างขึ้นอย่างมาก และอาจเกิด Slippage (การดำเนินการคำสั่งในราคาที่แย่กว่าที่คาดไว้) ได้ง่าย ทำให้การจัดการความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

ตัวอย่าง: ก่อนการประกาศตัวเลข Non-Farm Payrolls ของสหรัฐฯ ซึ่งมักจะสร้างความผันผวนอย่างมากให้กับ USD เทรดเดอร์อาจตั้ง Buy Stop เหนือแนวต้านและ Sell Stop ใต้แนวรับ โดยคาดหวังว่าไม่ว่าข่าวจะออกมาในทิศทางใด ราคาจะมีการเคลื่อนไหวที่รุนแรง

11. การซื้อขายย้อนหลัง (Retracement Trading)

คืออะไร: การซื้อขายย้อนหลัง หรือ Retracement Trading คือการเทรดที่อาศัยการเปลี่ยนแปลงทิศทางของราคาชั่วคราวภายในแนวโน้มหลัก โดยไม่ควรสับสนกับการกลับตัว (Reversal) ที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มครั้งใหญ่ การ Retracement เป็นเพียงการพักตัวของราคาในระยะสั้น ก่อนที่จะกลับไปเคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกับแนวโน้มหลักต่อไป

วิธีการนำไปใช้:

  • ระบุแนวโน้มหลัก: ว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง
  • รอการ Retracement: เมื่อราคาพักตัวสวนทางกับแนวโน้มหลักชั่วคราว
  • ใช้เครื่องมือช่วย:
    • เส้นแนวโน้ม (Trendline): เข้าซื้อเมื่อราคา Retest เส้นแนวโน้มในแนวโน้มขาขึ้น หรือเข้าขายเมื่อราคา Retest เส้นแนวโน้มในแนวโน้มขาลง
    • Fibonacci Retracement: เป็นเครื่องมือยอดนิยมในการหาจุด Retracement ที่สำคัญ โดยเฉพาะที่ระดับ 38.2%, 61.8% และ 78.6%
    • Moving Average: ราคาอาจ Retest เส้น MA ก่อนที่จะกลับไปตามแนวโน้มเดิม
  • เข้าซื้อขาย: เมื่อราคาแสดงสัญญาณกลับตัวที่บริเวณ Retracement เพื่อกลับไปตามแนวโน้มหลัก

ข้อดี:

  • เป็นการเทรดตามแนวโน้ม: ซึ่งมีความน่าจะเป็นสูงกว่าการสวนเทรนด์
  • ได้ราคาเข้าที่ดีกว่า: เมื่อเทียบกับการไล่ราคาตามแนวโน้ม

ข้อควรระวัง: การ Retracement อาจกลายเป็นการ Reversal ได้ หากราคาไม่สามารถกลับไปตามแนวโน้มหลักได้ จึงควรมีการตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมและยืนยันสัญญาณการกลับตัว

ตัวอย่าง: หากดัชนี US500 อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจน และราคาพักตัวลงมาทดสอบระดับ Fibonacci Retracement 61.8% พร้อมกับสร้างแท่งเทียน Bullish Engulfing เทรดเดอร์อาจเข้าซื้อเพื่อคาดการณ์ว่าราคาจะกลับไปขึ้นต่อ

12. การซื้อขายกริด (Grid Trading)

คืออะไร: กลยุทธ์ Grid Trading เกี่ยวข้องกับการวางคำสั่งซื้อขายหลายรายการทั้งด้านบนและด้านล่างของราคาปัจจุบัน โดยมีระยะห่างเท่าๆ กัน (เช่น ทุกๆ 10 pips) แนวคิดคือการทำกำไรจากความผันผวนของราคา โดยไม่จำเป็นต้องคาดการณ์ทิศทางของตลาดที่ชัดเจน

วิธีการนำไปใช้:

  • กำหนดช่วงราคา: เลือกคู่สกุลเงินและกรอบเวลาที่ราคาอาจจะเคลื่อนที่อยู่ในช่วงหนึ่ง
  • วางคำสั่ง Buy Limit/Buy Stop และ Sell Limit/Sell Stop: โดยมีระยะห่างที่เท่ากันเป็นชั้นๆ รอบราคาปัจจุบัน
  • ตั้ง Stop Loss และ Take Profit: สำหรับแต่ละ Grid หรือสำหรับ Grid ทั้งหมด

ข้อดี:

  • ทำกำไรได้ในตลาด Sideway หรือตลาดที่มีความผันผวน: โดยไม่ต้องเดาทิศทางตลาด
  • ลดผลกระทบจากอารมณ์: เนื่องจากเป็นระบบการเทรดแบบอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติ

ข้อควรระวัง: หากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวอย่างรุนแรงและต่อเนื่องโดยไม่กลับตัว อาจทำให้เกิดการขาดทุนสะสมจำนวนมากได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการเกิด False Breakout หรือการพลิกกลับอย่างกะทันหัน การจัดการเงินทุน (Money Management) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในกลยุทธ์นี้

ตัวอย่าง: หากราคา EUR/USD อยู่ที่ 1.1000 เทรดเดอร์อาจวาง Buy Limit ที่ 1.0990, 1.0980, 1.0970 และ Sell Limit ที่ 1.1010, 1.1020, 1.1030 โดยแต่ละคำสั่งจะมี Take Profit และ Stop Loss กำหนดไว้

คุณจะทราบได้อย่างไรว่ารูปแบบการซื้อขายใดที่เหมาะกับคุณ?

การเลือก กลยุทธ์การเทรด Forex ที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ในทันที สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจตนเองและทดสอบกลยุทธ์ต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากความเสี่ยง

ขั้นตอนในการค้นหากลยุทธ์ที่ใช่:

  1. ทดสอบในบัญชีทดลอง (Demo Account): เริ่มต้นด้วยการทดสอบกลยุทธ์ต่างๆ ในสภาพแวดล้อมจำลองด้วยเงินเสมือนจริง บัญชี Demo ช่วยให้คุณเรียนรู้และทำความเข้าใจกลไกของตลาด, ทดลองใช้เครื่องมือต่างๆ, และทำความคุ้นเคยกับกลยุทธ์โดยไม่มีความเสี่ยงทางการเงิน เมื่อคุณรู้สึกมั่นใจและพบว่ากลยุทธ์ใดให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างสม่ำเสมอในบัญชีทดลอง จึงค่อยพิจารณาขยับไปสู่การเทรดด้วยบัญชีจริง
  2. ทบทวนความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance): คุณยอมรับการขาดทุนได้มากน้อยเพียงใด? กลยุทธ์ Scalping และ Day Trading มีความเสี่ยงสูงกว่า Position Trading หรือ Swing Trading ที่เน้นระยะยาว
  3. พิจารณาเวลาที่สามารถจัดสรรให้กับการเทรด:
    • Scalping & Day Trading: ต้องใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานและมีสมาธิสูง
    • Swing Trading & Position Trading: ใช้เวลาน้อยกว่า ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอมากนัก
  4. ประเมินสไตล์การเรียนรู้และบุคลิกภาพ:
    • คุณชอบความตื่นเต้นและตัดสินใจรวดเร็วหรือไม่? (Scalping, Day Trading)
    • คุณชอบการวิเคราะห์อย่างรอบคอบและมีความอดทนสูงหรือไม่? (Position Trading, Swing Trading)
    • คุณชอบการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทางเศรษฐกิจหรือไม่? (Fundamental Analysis, Carry Trade)
  5. บันทึกและวิเคราะห์ผลลัพธ์ (Trading Journal): ไม่ว่าคุณจะเลือกกลยุทธ์ใดก็ตาม การจดบันทึกการเทรดทั้งหมด ทั้งจุดเข้า-ออก, เหตุผล, ผลลัพธ์, และบทเรียนที่ได้รับ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการ ปรับปรุงประสิทธิภาพการเทรด ของคุณ

การค้นหากลยุทธ์ที่ “สมบูรณ์แบบ” อาจต้องใช้เวลาและกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง เทรดเดอร์บางคนอาจเริ่มต้นด้วย Day Trading แล้วเปลี่ยนมาเป็น Swing Trading ในภายหลัง เมื่อประสบการณ์และความชอบในการเทรดเปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับสภาพแวดล้อมของตลาดที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เทรดเดอร์และความชอบของพวกเขาก็เช่นกัน จงเปิดใจเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ

FAQ Section: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรด Forex สำหรับมือใหม่

Q1: มือใหม่ควรเริ่มต้นด้วยกลยุทธ์การเทรด Forex แบบไหนดีที่สุด?

A1: สำหรับมือใหม่ ควรเริ่มต้นด้วยกลยุทธ์ที่เข้าใจง่ายและมีความเสี่ยงไม่สูงจนเกินไป เช่น Price Action Trading หรือ Trend Trading เนื่องจากกลยุทธ์เหล่านี้ช่วยให้คุณเรียนรู้การอ่านกราฟและทำความเข้าใจพฤติกรรมราคาโดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งพาอินดิเคเตอร์ที่ซับซ้อนมากนัก การเริ่มต้นด้วยบัญชีทดลอง (Demo Account) และใช้กรอบเวลาที่ยาวขึ้น เช่น H1 หรือ H4 จะช่วยให้คุณมีเวลาในการวิเคราะห์และตัดสินใจมากขึ้น ลดความกดดันและความถี่ในการเทรดลง

Q2: การใช้ EA (Expert Advisor) หรือระบบเทรดอัตโนมัติ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหรือไม่?

A2: การใช้ EA มีทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับผู้เริ่มต้น การใช้ EA อาจช่วยให้คุณทำความคุ้นเคยกับการส่งคำสั่งซื้อขายและเห็นผลลัพธ์การเทรดได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม **ไม่ควรพึ่งพา EA โดยไม่เข้าใจกลยุทธ์เบื้องหลัง** ผู้เริ่มต้นควรเรียนรู้หลักการเทรดด้วยตนเองก่อน และใช้ EA เป็นเครื่องมือเสริมหลังจากที่มีความรู้ความเข้าใจในตลาดและกลยุทธ์เป็นอย่างดีแล้ว เพื่อให้สามารถปรับแต่งหรือแก้ไขเมื่อ EA ทำงานผิดพลาดได้ การเลือก EA ที่น่าเชื่อถือและผ่านการทดสอบมาอย่างดีเป็นสิ่งสำคัญ

Q3: ควรจัดสรรเงินทุนเท่าไหร่ในการเริ่มต้นเทรด Forex?

A3: ไม่มีตัวเลขที่ตายตัวว่าควรเริ่มต้นด้วยเงินทุนเท่าไหร่ แต่สิ่งสำคัญคือ **ใช้เงินที่คุณพร้อมจะเสียไปได้โดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิต** โดยทั่วไปแล้ว แนะนำให้เริ่มต้นด้วยจำนวนน้อยๆ ก่อน เช่น 100-500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในบัญชีจริง (หลังจากฝึกฝนในบัญชีทดลองจนมั่นใจแล้ว) เพื่อเรียนรู้การจัดการความเสี่ยงและ จิตวิทยาการเทรด ด้วยเงินจริงก่อน เมื่อมีประสบการณ์และความมั่นใจมากขึ้นจึงค่อยเพิ่มเงินทุน การเริ่มต้นด้วยบัญชีประเภท Cent Account ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่

Q4: ความแตกต่างระหว่าง Scalping กับ Day Trading คืออะไร?

A4:

  • Scalping: เป็นการเทรดระยะสั้นมาก โดยเทรดเดอร์จะเปิดและปิดสถานะภายในไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาที เพื่อทำกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาเพียง 1-10 pips ต่อครั้ง มีการเปิดสถานะจำนวนมากต่อวัน เน้นกรอบเวลา M1-M5
  • Day Trading: เป็นการเทรดที่เปิดและปิดสถานะทั้งหมดภายในวันเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงข้ามคืน แต่จะถือสถานะนานกว่า Scalping อาจเป็นเวลาหลายนาทีถึงหลายชั่วโมง เพื่อทำกำไรที่ใหญ่ขึ้น เน้นกรอบเวลา M15-H1

ทั้งสองกลยุทธ์ต้องการความเร็วในการตัดสินใจและสมาธิสูง แต่ Scalping มีความกดดันและต้องการความแม่นยำมากกว่า Day Trading

Q5: ควรเรียนรู้การวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือปัจจัยพื้นฐานก่อน?

A5: สำหรับผู้เริ่มต้น **ควรให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคก่อน** เนื่องจากเป็นพื้นฐานในการอ่านกราฟ, ระบุแนวโน้ม, แนวรับ-แนวต้าน, และรูปแบบแท่งเทียน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเทรดในทุกสไตล์ หลังจากนั้น เมื่อมีความเข้าใจในการวิเคราะห์ทางเทคนิคในระดับหนึ่งแล้ว จึงค่อยศึกษา การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมของเศรษฐกิจโลกและเหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อค่าเงิน ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถนำมาประกอบการตัดสินใจและสร้างกลยุทธ์การเทรดที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

Conclusion: สรุปและ Call to Action

การเทรด Forex เป็นการเดินทางที่ต้องใช้ความรู้, ทักษะ, และ วินัย การทำความเข้าใจ 12 กลยุทธ์การเทรด Forex ยอดนิยมสำหรับมือใหม่ที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเป็นรากฐานสำคัญในการเริ่มต้นเส้นทางนี้อย่างมั่นคง อย่าลืมว่าไม่มีกลยุทธ์ใดที่ “ดีที่สุด” เพียงกลยุทธ์เดียว แต่เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรด, ความเสี่ยงที่ยอมรับได้, และเวลาที่คุณสามารถจัดสรรให้กับการเทรดได้

คำแนะนำสำคัญสำหรับผู้เริ่มต้น:

  1. ศึกษาและเรียนรู้ตลอดเวลา: ตลาด Forex มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด
  2. เริ่มต้นด้วยบัญชีทดลอง: ฝึกฝนและทดสอบกลยุทธ์ให้เชี่ยวชาญก่อนใช้เงินจริง
  3. บริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด: กำหนดจุด Stop Loss และขนาด Lot ที่เหมาะสมเสมอ
  4. มีวินัยและควบคุมอารมณ์: อย่าให้ความกลัวหรือความโลภมาบงการการตัดสินใจ
  5. บันทึกการเทรด: เพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงกลยุทธ์ของคุณ

พร้อมที่จะเริ่มต้นเส้นทางสู่การเป็นเทรดเดอร์ Forex ที่ประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง?

เริ่มต้นด้วยการเปิดบัญชีทดลองกับโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ และลองนำกลยุทธ์ที่คุณสนใจไปฝึกฝน หากคุณต้องการเครื่องมือช่วยในการเทรด เช่น EA (Expert Advisor) หรือต้องการเข้าร่วมกลุ่ม Line VIP เพื่อรับคำแนะนำและแลกเปลี่ยนความรู้ สามารถพิจารณาเงื่อนไขพิเศษจากโบรกเกอร์พันธมิตรของเราได้:

  • XM – คุณภาพอันดับหนึ่งตลอดสิบปีในไทย: https://bit.ly/XmFree30USD
  • Mtrading – สเปรดเริ่มต้นที่ 0 pip ค่าคอมต่ำ: https://bit.ly/MTRatsamee
  • Exness – โบรกเกอร์ที่ฝากและถอนเร็วที่สุด: https://bit.ly/ExnessCom

เมื่อสมัครเสร็จแล้ว กรุณาส่งเลข MT4 ไปที่ Line Id: @ft.th เพื่อขอรับ EA ฟรี และเข้ากลุ่ม Line VIP!

ช่องทางการพูดคุย:

*การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจเงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

You Might Also Like

Contact Us on Line