………………………………………………………………………………………………………….
- รูปแบบกำหนดตายตัว – รูปแบบกำหนดตายตัว ของเครื่องมือได้แก่ รูปแบบราคา Price Pattern ตัวอย่างของการเกิดรูปแบบ Double Top และ Double Bottom เราสามารถใช้รูปแบบของมันเป็นจุดแนวรับแนวต้าน หรือ รูปแบบหัวและไหล่ ในการกำหนดแนวรับแนวต้านของราคา รูปแบบกราฟแท่งเทียนบางประเภท หรือรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งรูปแบบเหล่านี้ตายตัว
- รูปแบบของเครื่องมือประเภทวาดเอง – รูปแบบแนวรับแนวต้านของกลุ่มเครื่องมือที่ใช้ในกลุ่มนี้ได้แก่ Horizontal Line รูปแบบ Trend Line เครื่องมือประเภท Fibonnacci Retracement เครื่องมือประเภท Elliot Wave ก็สามารถใช้เป็นแนวรับแนวต้นได้
- รูปแบบ indicator – รูปแบบ indicator นั้นก็สามารถแยกย่อยเป็นอีก 2 รูปแบบย่อยได้แก่ รูปแบบของ indicator ประเภท oscillator และรูปแบบของ indicator ที่เป็น Trend Following เช่น การใช้ Moving Average ในการสร้างแนวรับแนวต้าน เราสามารถใช้เส้น Moving Average ความเร็วที่แตกต่างกันสร้างแนวรับแนวต้านที่ 1 และที่ 2 ได้ หรือแม้แต่การใช้ Stochastic ในการวัดแนวรับแนวต้าน ผ่าน Overbought และ Oversold Zone ในการกำหนด ซึ่งสามารถทำได้เช่นกัน
- เมื่อราคาวิ่งขึ้นไปชนต้านที่ 20 บาท แล้วย่อลงมา แล้วกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 20 บาทอีกรอบ แล้วยังไม่สามารถผ่านได้ จะส่งผลทางจิตวิทยาว่า ราคาเคยไปทดสอบต้านสำคัญที่ 20 บาท ถึง 2 รอบแล้วยังไม่สามารถผ่านได้ ดูท่าจะผ่านยากแล้ว จึงเข้ารูปแบบ Double Top
- และเมื่อราคาขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 20 บาทในครั้งที่ 3 แล้วยังไม่สามารถผ่านได้ จะส่งผลทางจิตวิทยาว่า ราคาเคยไปทดสอบต้านสำคัญที่ 20 บาท ถึง 3 รอบแล้วยังไม่สามารถผ่านได้ ดูท่าจะผ่านยากมากๆแล้ว จึงเข้ารูปแบบ Triple Top
- การอธิบายด้านบนเป็นส่วนของแนวต้านเมื่อราคาทำจุดสูงสุด โดยสามารถใช้ในการดูแนวรับเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดได้เช่นเดียวกัน ก็จะเรียกว่า Double & Triple Bottom
- Double & Triple Top-Bottom มักเกิดบนเส้นแนวนอน (Horizontal line) แต่ก็สามารถเกิดบนเส้นแนวโน้ม (Trend Line) ได้
- Double & Triple นั้นเป็นเพียงรูปแบบ (Pattern) ทางด้านเทคนิคอล อาจไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไป โดยเฉพาะหากมีปัจจัยอื่นๆเข้ามากระทบ
- หากระดับที่เกิด Double & Triple ดังกล่าวเคยเป็นระดับที่มีการพักตัวในอดีต จะส่งผลให้แนวรับ-แนวต้านนั้นมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
- ควรใช้ควบคู่กับสัญญาณบ่งชี้ (Indicator) ตัวอื่นด้ว
- ควรใช้ค่า RSI ควบคู่ไปกับการใช้งาน Macd ด้วย เพื่อให้เราสามารถมองเห็นทั้งในส่วนของแนวโน้ม และในส่วนของปริมาณการซื้อขายที่มากเกินไป หรือว่าน้อยเกินไป จากนั้นก็ทำการเปิดสัญญาตามลักษณะการตัดกันของจุด เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วในการทำเงินจากการเทรด
- สามารถช่วยให้คุณนั้นหาจุดเข้าของราคาได้ โดยการดูที่เส้นตัดกันของ Macd ว่าตัดกันอย่างตรงไหน หากมีการตัดกันในแนวโน้มใด เราก็สามารถที่จะเปิดสัญญา Buy หรือ Sell ได้ง่ายยิ่งขึ้น
- หากใช้ในช่วง TF ยาวๆค่อนข้างที่จะปลอดภัยมากๆ และสามารถที่จะทำกำไรได้ แต่คุณควรสำรองเงินในบัญชีไว้มากๆหน่อยเพื่อกันกราฟเคลื่อนที่ไปผิดทาง สำหรับคำแนะนำของผมคือควรเปิดค่า TF ไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงขึ้นไปเพื่อความชัวร์ที่สุดในการเทรดนะครับ ต่ำกว่านี้ค่าอาจมีการคลาดเคลื่อนได้
- ไม่เหมาะกับผู้มองเทรนด์ไม่เป็น หรือมองไม่ขาด
- ไม่เหมาะกับนักลงทุนระยะสั้น ที่ต้องการหมุนเงิน
- เป็นการลงทุน ระยะยาว ต้องใช้งบลงทุนสูง
- ต้องมีความอดทนสูง ใจเย็นมากๆ ไม่ว่ากำไรหรือขาดทุน ในช่วงที่เทรนด์กำลังวิ่ง
- ในตลาด forex ใช้ระบบมาร์จิ้น มี leverage สูง หากจะถือยาวจริงๆ ต้องมีการคำนวณ วางแผนการที่รัดกุมมากๆ แล้วพอร์ตที่ถือต้องใหญ่มากๆ ตามเทรนด์บวกระยะเวลาที่กำหนด
- ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ (มีเวลาไปไหนมาไหนได้ตามสะบาย)
- สามารถนำไปใช้ได้ทุกตลาด เช่น หุ้น
- ไม่ต้องเข้าออเดอร์บ่อย (ในวันหนึ่งเข้าไม่กี่ไม้หรือเข้าเพียงไม้เดียว)
- เหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยว่าง เพราะเล่นรอบใหญ่ ระยะยาว
- เลือกระยะการเทรดได้ง่าย เพราะดูจากเทรนด์เป็นหลัก
- ลดความกังกลเพราะไม่ต้องมาคลุกคลีกับกราฟเกินไป ไม่ต้องปวดหัว เพราะใช้ Stop loss ตัดขาดทุนถ้าไปผิดทาง (ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม)
- สามารถเล่นทามเฟรมระยะสั้นได้เหมือนกัน แต่ต้องมองเป็นเทรนด์ เช่นทามเฟรมรายวัน
- ต้องมีประสบการณ์และความชำนาญในตลาดไม่น้อย หากเล่นแนวนี้
- ต้องเฝ้าหน้าจอ
- มีความเสี่ยงสูง ความถี่ของออเดอร์ช่วยทำกำไรเยอะก็จริง แต่เสี่ยงขาดทุนเยอะเช่นกัน
- จังหวะที่ตลาดผันผวนมากๆ หากไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดี มีโอกาสโดนล้างพอร์ต หรือหมดตัวเร็ว
- สามารถทำกำไรปริมาณมากๆ ในเวลาสั้นๆ (ประมาณ 1-200 จุด , 10 – 20 pip หรือมากกว่า)
- ไม่ต้องวิเคราะห์ตลาดในระยาวให้ปวดหัว เพราะไม่ถือยาวอยู่แล้ว
- เลือกเข้าตลาด(เทรด) เน้นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนชัดเจน (ใช้เวลาน้อย)
- รู้ผลกำไร/ขาดทุนรวดเร็วทันใจ เพราะเน้นลงทุนระยะสั้น เริ่มตั้งแต่ 1 นาที
- ยิ่งเข้าถี่ๆยิ่งสร้างกำไรได้เยอะ (เสี่ยงขาดทุนสูงเช่นกัน)
- ต้องคิดวิเคราะห์ข่าว
- ต้องเฝ้าหน้าจอ
- โอกาสทำกำไร มากน้อย ขึ้นอยู่กับสถานะการข่าว
- ไม่ต้องเสียค่า Swap เพราะไม่ถือข้ามคืน
- มีโอกาสทำกำไรได้สูง ถ้าวิเคราะห์ข่าวเป็น
- มีข้อมูลในการวิเคราะห์ตลาดภาพรวม เนื่องจากมีการติดตามข่าวตลอด เป็นคนทันโลก ทันเหตุการณ์
- ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการถือกำไรระยะยาว
- โดนลากบ่อย เมื่อเข้าผิดจุด
- ต้องหาจุดเข้าให้เป็นและแม่นด้วย (จุดเข้าสำคัญกว่าการมองเทรนด์)
- เหมาะกับตลาดที่มี leverage มีความผันผวน
- ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ (มีเวลาไปไหนมาไหนได้ตามสะบาย)
- เน้นที่จังหวะเข้าเท่านั้น ไม่ต้องสนใจเทรนด์หรือแนวโน้ม
- ไม่ต้องเข้าออเดอร์บ่อย (ในวันหนึ่งเข้าไม่กี่ไม้หรือเข้าเพียงไม้เดียว)
- เหมาะกับรูปแบบการจัดการความเสี่ยงโดยใช้ Fixed ล็อท เพื่อความคล่องตัว
- สามารถซื้อได้หลายๆคู่ พร้อมกัน (เน้นเข้าให้ถูกจังหวะ ถ้าผิดตัดขาดทุนด้วย stop loss ไป)
- Trend trading ถ้าท่านเป็นคนที่มีทุนหนา มีงบลงทุน(เงิน) ที่เย็นมาก ๆ ไม่ได้นำไปหมุนใช้อะไร เเละตัวท่านเองก็เป็นคนที่ใจเย็น(มากๆ) แบบอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มีความเด็ดเดี่ยวและมั่นคง ทนกำไรหรือขาดทุนในระยะยาวได้(ไปจนสุดเทรนด์) เป็นคนมองการไกล อ่านเทรนด์ขาด บวชก่อนเบียด
- Scalping หากท่านต้องการปั้นพอร์ต ทำกำไรให้เติบโตในระยะสั้น ๆ โดยไม่ซีเรียสกับการเฝ้าหน้าจอก็โฟกัสไปที่ การฝึกกลยุทธ์ ต่าง ๆ เกี่ยวกับ Sclapping เช่น วิธีจัดการความเสี่ยงแบบ Sclapping, กลยุทธ์การทำกำไรแบบ Sclapping, ระยะเวลา(ทามเฟรม) ที่เหมาะกับ Sclapping
- Day trading หากท่านคือสายโหด กำไรหรือขาดทุน มันเร็วฟ้าผ่าในช่วงพริบตาเพียงไม่กี่นาที อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเร็วแบบฟ้าผ่าสักเพียงไหน หากเราอยู่กับมันนาน ๆ เราก็จะมีแผนรับมือกับมันเอง โดยการใช้กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยง ที่มีชั้นเชิงทางเทคนิคที่สูงขึ้น เช่นการทำ Hedging เชิงลึก,การจัดการความเสี่ยงโดยวิเคราะห์จาก Maximum Draw-down ที่เหมาะสม เป็นต้น
- Swing trading หากคุณอยากมีเวลาว่าง ไม่ชอบเฝ้าหน้าจอ ไม่ต้องเข้าออเดอร์หลายไม้ ก็โฟกัสไปที่การหาจุดเข้าให้แม่น ๆ ฝึกกลยุทธ์ต่างที่ใช้กับ swing trade
- ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk) – โดยส่วนใหญ่นั้นหมายถึงความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินนั่นเองครับ ซึ่งในบางครั้งคู่เงินบางตัวอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าปกติในระหว่างการเทรด
- ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) – เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าอัตราดอกเบี้ยนั้นจะเพิ่มขึ้นเมื่อไหร่ เพราะมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ เป็นเหตุให้เกิดความผันผวนตามมา และในที่สุดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยก็จะส่งผลต่อปริมาณการซื้อขายลงทุน
- ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) –ความเสี่ยงประเภทนี้เกี่ยวกับการที่เทรดเดอร์ไม่สามารถซื้อหรือขายสินทรัพย์ได้ในทันที เมื่อต้องทำกำไรให้ได้มากที่สุด หรือเมื่อต้องการคัทออเดอร์ออกเพื่อป้องกันการขาดทุนโดยสภาพคล่องในตลาดนั้นได้รับผลกระทบมาจากเศรษฐกิจ การเมือง และเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ
- ความเสี่ยงด้านเลเวอเรจ (Leverage Risk) – ความเสี่ยงนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเทรดเดอร์เผลอลืมตัวไปว่าลงทุนไปมากเท่าไหร่ หรือใช้เงินเสี่ยงไปมากแค่ไหนแล้วนั่นเอง
- อาศัยออเดอร์ Swap ที่เป็นบวก เปิดข้ามคืนเพื่อให้ได้กำไรจากการคิดอัตราดอกเบี้ย
- ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยในสกุลเงินที่เปิดออเดอร์ BUY ข้ามคืนนั้น สามารถทำกำไรเหมือนได้ดอกเบี้ยจากการฝากเงินในธนาคาร ด้วยรูปแบบดอกเบี้ย+ทับต้น
- การเทรดแบบ Hedging หรือ Carry Trade โดยเน้นคู่สกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่างกันสูง
- ต้องเสียค่า Swap เมื่อถือออเดอร์ข้ามคืน
- Swap ของโบรกเกอร์เป็นลักษณะ กรณีเราได้=จ่ายน้อย แต่กรณีเราเสีย=เก็บเยอะ
- บางโบรกเกอร์ การคำนวณค่า Swap ไม่ชัดเจนแน่นอน
- Bid Price คือ ราคาขายที่โบรกเกอร์เสนอให้ ใช้กับการเปิด Order แบบ Sell
- Ask Price คือ ราคาซื้อที่โบรกเกอร์เสนอให้ ใช้กับการเปิด Order แบบ Buy
- Spread สเปรด คือ ส่วนต่างระหว่างราคา bid และราคา ask
- สเปรดคงที่นั้นถูกเสนอโดยโบรกเกอร์ที่ใช้โมเดล ประเภท Market maker หรือ “dealing desk”
- สเปรดคงที่ มักจะอยู่ที่ประมาณ 3 pip หรือมากกว่า แล้วแต่คู่สกุลเงินและโบรกเกอร์นั้นๆ
- สเปรดแปรผันจะถูกเสนอโดยโบรกเกอร์ Non-dealing desk โดยโบรกเกอร์ประเภทนี้จะได้ราคามาจากผู้ให้บริการสภาพคล่องหลายแห่งและส่งต่อราคาให้กับเทรดเดอร์โดยปราศจากการแทรกแซง
- สเปรดแปรผัน อาจมีการเปลี่ยนแปลงสูงถึง 30 pip หรืออาจต่ำถึง 0.1 pip ก็ได้ ซึ้งขึ้นอยู่กับความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงของตลาด
- สเปรดมีผลกับกำไรและขาดทุนกับออเดอร์โดยตรงตั้งแต่ครั้งแรก เพราะเมื่อคุณส่งคำสั่งซื้อขายหรือเทรด ออเดอร์ของคุณจะติดลบทันทีจากค่าสเปรดนั่นเอง
- การเลือกเทรดกับโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำ ช่วยให้คุณมีโอกาสทำกำไรได้สูงขึ้นได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง
- โดยมาตรฐานทั่วไป Spread สำหรับ EUR/USD ไม่ควรเกิน 2.0 Pips ( 20 Point )
- สมมุติถ้า Spread ของ 2 โบรกเกอร์ ต่างกัน 1 pip และ pip ละ $10 ถ้า
- จากการเทรด 100 ครั้งก็คือ $1000
- เลือกโบรกเกอร์ Forex ที่ Spread น้อยๆ จะทำให้เราได้กำไรมากกว่า Broker ที่ Spread สูง
- คุณจะต้องซื้อ (Bid) ทองคำในราคา 25,000 บาท
- แต่หากคุณจะขาย (Ask) คุณจะขายได้เพียง 24,500 บาท
- เท่ากับว่าคุณจะขาดทุน 500 บาท (Spread)
- สมุมติ ราคาปัจจุบันของ EURUSD = 1.15275
- และได้เคลื่อนไปเป็น 1.15293
- แบบนี้เรียกว่า : ราคาขึ้นมา 18 Point หรือ 1.8 Pip
- ราคาปัจจุบันของ USDJPY = 107.150
- และได้เคลื่อนไปเป็น 107.160
- แบบนี้เรียกว่า : ราคาขึ้นมา 10 Point หรือ 1.0 Pip
- ราคาปัจจุบันของ GBPUSD = 1.27314
- และได้เคลื่อนไปเป็น 1.27200
- แบบนี้เรียกว่า : ราคาลงมา 114 Point หรือ 11.4 Pip
- มีความน่าเชื่อถือ เปิดให้บริการมากกว่า 5 ปีขึ้นไป
- การจดทะเบียนถูกต้อง มีใบอนุญาต มีหน่วยงานควบคุม ที่น่าเชื่อถือเช่น FCA (financial conduct authority fca) ,ASIC,CYSEC
- มีการป้องกันความเสี่ยงเงินในบัญชีเทรดของลูกค้า มีการแยกบัญชีลูกค้ากับบัญบริษัท
- ความเร็วในการ ฝาก ถอน
- ช่องทางการฝากถอนที่เหมาะสำหรับคนไทย มีความปลอดภัย
- ค่าสเปรดต่ำ
- ฝ่าย Support มีช่องทางติดต่อที่สะดวกเช่น chat online 24 ชั่วโมง
- ตัวเลขจะออกเป็นรายเดือน และระหว่างเดือนปัจจุบัน (หรือเพียงแค่สองสามวันหลังจากนั้น)
- มันให้การคาดการณ์ที่ดีของข้อมูลในอนาคตเช่น GDP และรายงานภาคการผลิตของหน่วยงานราชการ
- รายงานจะแสดงคะแนนที่เปลี่ยนไปจากข้อมูลครั้งก่อน
- ทุกประเทศจะใช้วิธีการวัดแบบเดียวกันเพื่อให้สามารถทำการเปรียบเทียบข้อมูลกันได้
- มันเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล
- ช่วยให้เทรดเดอร์ไม่ต้องเฝ้าแต่หน้าจอ
- EA สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- EA ไม่ใช้อารมณ์
- ช่วยตรวจสอบและระบุช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดได้
- คำนึงถึงความเสี่ยงให้มากกว่ากำไร
- อย่าคิดว่าเราสามารถควบคุมตลาดได้
- มีสติรู้เท่าทันความโลภ
- ทำตามแผนการเทรดอย่างมั่นคง
- ปิดหน้าจอไปหรือหยุดพักการเทรด
- Gold – ทองคำ
- Forex – ค่าเงิน
- US Stock – ตลาดหุ้นอเมริกา
- ดูหน้าจอบ่อยครั้ง : การดูหน้าจอ Forex เพราะว่า ต้องการหาโอกาสเทรด เพื่อที่จะสามารถทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว รีบรวยเร็ว หรือ!!! อาการที่อยากจะเทรดเพราะอยากเอาคืน จากการที่ขาดทุนมาจากออเดอร์ก่อนหน้า ดังนั้นคนเหล่านี้สักพักก็จะดูหน้าจอ สักพักก็จะดูหน้าจอ
- อาการเหมือนติดการพนัน : จริง ๆ แล้วอาการ Overtrade มันก็คล้ายคลึงกับการพนัน เพราะว่า เรากำลังลุ่มหลง อยากที่จะทำกำไร ไม่อยากที่จะปล่อยให้เวลามันผ่านเลยไปแม้แต่วินาทีเดียวที่ไม่ได้เงิน ซึ่งคุณจะขยันหาทริค หาเคล็ดลับ หาหนทางที่จะได้กำไร ซึ่งจริง ๆ แล้วช่วงนี้ก็จะเป็นอีกช่วงหนึ่งที่ความรู้พุ่งสูงขึ้นเลยทีเดียว
- Commercials = ผู้ที่ใช้สินค้าจริง (เส้นสีแดง) หมายถึง นักลงทุนที่ใกล้ชิดกับการผลิตสินค้าชนิดนั้น หรือเกี่ยวข้องโดยตรงกับปริมาณสินค้าในตลาด ยกตัวอย่างเช่น สำหรับตลาดทองคำ Commercials นี้จะหมายถึงนักลงทุนที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับเหมืองทอง ผู้ค้าทองรูปพรรณ ส่วนตลาด Forex ก็จะหมายถึง ผู้นำเข้า/ส่งของสินค้า Importer/Exporter เป็นต้น
- Large Speculators = นักลงทุนรายใหญ่ (เส้นสีเขียว) หมายถึง นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรทั่วไป แต่จะถูกจำแนกให้เป็นนักลงทุนรายใหญ่ด้วยปริมาณเงินทุนที่มากกว่านักลงทุนรายย่อยทั่วไป
- Small Trader = นักลงทุนรายย่อย (เส้นสีฟ้า) หมายถึง นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรทั่วไป ที่มีปริมาณเงินทุนไม่ถึงระดับที่จะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ได้
- Commercial เป็นกลุ่มมีอำนาจมากที่สุดในตลาดและใน Forex นั้นจะเป็นผู้ทำประกันความเสี่ยง ไม่ใช่นักเก็งกำไร
- Non-commercial นักเทรดที่ใหญ่ที่สุดเป็นลำดับสองและใน Forex มักจะเป็นที่รู้จักกันในฐานะนักเก็งกำไรรายใหญ่เช่น เฮดจ์ฟันด์ ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ (CTA) และนักเทรดที่ปริมาณเทรดสูง
- Non-reportableเป็นนักเทรดรายย่อยที่เทรดในปริมาณน้อยและใน Forex ที่เป็นรู้จักในฐานะนักเก็งกำไรรายเล็ก
- Trend นี่แหละจะเป็นสิ่งที่บอกว่า เรากำลังหา Trade Setup แบบไหน ?
- แม้ว่าเทคนิคที่คุณใช้เทรดจะใช้ในตลาด Sideway คุณก็ต้องแยก Trend ให้ออกก่อน
- เพราะ ถ้าแยกไม่ออกแล้ว เผลอไปเทรดในช่วงที่เป็น Trend ขาลงล่ะก็จะขาดทุนเอาง่าย ๆ
- เทคนิคในการหาจุดซื้อที่มีโอกาสชนะสูง ก็คือ คุณต้องมองหาหุ้นที่อยู่ใน Trend ขาขึ้น เพราะ Trend ขาขึ้นจะช่วยให้ Trade Setup ที่เกิดขึ้นมีความแม่นยำมากขึ้น
- สำหรับเทรดเดอร์ที่เป็นมือใหม่ การเล่นหุ้นสวน Trend จะเป็นเรื่องยาก และทำให้ขาดทุนเอาง่าย ๆ ด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เทรดเดอร์มือใหม่อาจจะยังไม่รู้
- ดังนั้น เวลาคุณเปิดดูกราฟสิ่งแรกที่ต้องมองหาก่อนก็คือ หาหุ้นที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ทำแค่นี้โอกาสขาดทุนก็ลดลง
- อย่างแรกคือ มองคร่าว ๆ จากซ้ายมาขวาก่อน ดูว่า ความชัน (Slope) ของราคาเป็นอย่างไร ถ้ากราฟชันขึ้น แปลว่า ราคาอยู่ใน Trend ขาขึ้น ถ้าชันลง แปลว่า ราคาอยู่ใน Trend ขาลง
- ต่อมา ให้ดูจุดสูงสุด (High) และต่ำสุด (Low) ที่เกิดขึ้นในกราฟ ถ้าเรามองหา Trend ขาขึ้น ให้หารูปแบบกราฟที่มีลักษณะ ทั้ง High และ Low ยกสูงขึ้น (ดูตัวอย่างในรูปข้างล่าง)
- เทรดเดอร์มือใหม่มักจะเข้าใจผิดว่า การตัดขึ้น-ตัดลงของ indicator เป็นตัวบอกให้ซื้อแล้ว
- จากบทความนี้จะเห็นว่า เราจะหาสัญญาณซื้อหลังสุด นั่นก็เพราะ ถึงแม้จะเกิดสัญญาณซื้อจาก indicator จริง แต่หากปัจจัยแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย สัญญาณที่เกิดขึ้นนั้นจะมีโอกาสชนะต่ำมาก
- สัญญาณซื้อหุ้น ที่เกิดขึ้นในกราฟจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีองค์ประกอบอื่นเข้ามาพิจารณา นั่นก็คือ Trend กับ แนวรับ
- สัญญาณจะมีโอกาสชนะสูง ก็ต่อเมื่อ สัญญาณนั้นเกิดตรงจุดที่เป็น Trend ขาขึ้น และ เกิดตรงแนวรับพอดี
- สัญญาณซื้อที่ไปเกิดใน Trend ขาลง และ เกิดตรงแนวต้าน มีโอกาสชนะสูงมากที่ถ้าซื้อหุ้นตรงนี้จะขาดทุน
- เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ตัวย่างเทคนิคการหา Trade Setup ที่มีโอกาสชนะสูง ให้ดู 2 แบบครับแบบแรกใช้ indicator Stochastic Oscillator อีกแบบใช้กลยุทธ์ Price Action ที่ถนัด
- Scalping คือเน้นทำกำไรระยะสั้น ๆ
- Day trading คือการเข้าออเดอร์เน้นที่ช่วงของราคามีจังหวะสะบัดหรือสวิงนั่นเอง
- Swing trading คือการเทรดโดยเน้นยึดเทรนด์เป็นหลัก
- Trend trading คือการเทรด เน้นยึดเทรนด์เป็นหลัก
- สามารถทำกำไรปริมาณมากๆ ในเวลาสั้นๆ (ประมาณ 1-200 จุด , 10 – 20 pip หรือมากกว่า)
- ยิ่งเข้าถี่ๆยิ่งสร้างกำไรได้เยอะ (เสี่ยงขาดทุนสูงเช่นกัน)
- เลือกเข้าตลาด(เทรด) เน้นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนชัดเจน (ใช้เวลาน้อย)
- รู้ผลกำไร/ขาดทุนรวดเร็วทันใจ เพราะเน้นลงทุนระยะสั้น เริ่มตั้งแต่ 1 นาที
- ไม่ต้องวิเคราะห์ตลาดในระยาวให้ปวดหัว เพราะไม่ถือยาวอยู่แล้ว
- ต้องเฝ้าหน้าจอ
- มีความเสี่ยงสูง ความถี่ของออเดอร์ช่วยทำกำไรเยอะก็จริง แต่เสี่ยงขาดทุนเยอะเช่นกัน
- จังหวะที่ตลาดผันผวนมากๆ หากไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดี มีโอกาสโดนล้างพอร์ต หรือหมดตัวเร็ว
- ต้องมีประสบการณ์และความชำนาญในตลาดไม่น้อย หากเล่นแนวนี้
- มีโอกาสทำกำไรได้สูง ถ้าวิเคราะห์ข่าวเป็น
- ไม่ต้องเสียค่า Swap เพราะไม่ถือข้ามคืน
- มีข้อมูลในการวิเคราะห์ตลาดภาพรวม เนื่องจากมีการติดตามข่าวตลอด เป็นคนทันโลก ทันเหตุการณ์
- ต้องเฝ้าหน้าจอ
- ต้องคิดวิเคราะห์ข่าว
- โอกาสทำกำไร มากน้อย ขึ้นอยู่กับสถานะการข่าว
- เหมาะกับตลาดที่มี leverage มีความผันผวน
- เน้นที่จังหวะเข้าเท่านั้น ไม่ต้องสนใจเทรนด์หรือแนวโน้ม
- ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ (มีเวลาไปไหนมาไหนได้ตามสะบาย)
- ไม่ต้องเข้าออเดอร์บ่อย (ในวันหนึ่งเข้าไม่กี่ไม้หรือเข้าเพียงไม้เดียว)
- สามารถซื้อได้หลายๆคู่ พร้อมกัน (เน้นเข้าให้ถูกจังหวะ ถ้าผิดตัดขาดทุนด้วย stop loss ไป)
- เหมาะกับรูปแบบการจัดการความเสี่ยงโดยใช้ Fixed ล็อท เพื่อความคล่องตัว
- ต้องหาจุดเข้าให้เป็นและแม่นด้วย (จุดเข้าสำคัญกว่าการมองเทรนด์)
- โดนลากบ่อย เมื่อเข้าผิดจุด
- ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการถือกำไรระยะยาว
- สามารถนำไปใช้ได้ทุกตลาด เช่น หุ้น
- ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ (มีเวลาไปไหนมาไหนได้ตามสะบาย)
- ไม่ต้องเข้าออเดอร์บ่อย (ในวันหนึ่งเข้าไม่กี่ไม้หรือเข้าเพียงไม้เดียว)
- เลือกระยะการเทรดได้ง่าย เพราะดูจากเทรนด์เป็นหลัก
- เหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยว่าง เพราะเล่นรอบใหญ่ ระยะยาว
- ลดความกังกลเพราะไม่ต้องมาคลุกคลีกับกราฟเกินไป
- ไม่ต้องปวดหัว เพราะใช้ Stop loss ตัดขาดทุนถ้าไปผิดทาง (ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม)
- สามารถเล่นทามเฟรมระยะสั้นได้เหมือนกัน แต่ต้องมองเป็นเทรนด์ เช่นทามเฟรมรายวัน
- ไม่เหมาะกับผู้มองเทรนด์ไม่เป็น หรือมองไม่ขาด
- เป็นการลงทุน ระยะยาว ต้องใช้งบลงทุนสูง
- ต้องมีความอดทนสูง ใจเย็นมากๆ ไม่ว่ากำไรหรือขาดทุน ในช่วงที่เทรนด์กำลังวิ่ง
- ในตลาด forex ใช้ระบบมาร์จิ้น มี leverage สูง หากจะถือยาวจริงๆ ต้องมีการคำนวณ วางแผนการที่รัดกุมมากๆ แล้วพอร์ตที่ถือต้องใหญ่มากๆ ตามเทรนด์บวกระยะเวลาที่กำหนด
- ไม่เหมาะกับนักลงทุนระยะสั้น ที่ต้องการหมุนเงิน
- Scalping หากท่านต้องการปั่นพอร์ต ทำกำไรให้เติบโตในระยะสั้นๆ โดยไม่ซีเรียสกับการเฝ้าหน้าจอ
ก็โฟกัสไปที่ การฝึกกลยุทธ์ ต่างๆ เกี่ยวกับ Sclapping เช่น วิธีจัดการความเสี่ยงแบบ Sclapping, กลยุทธ์การทำกำไรแบบ Sclapping, ระยะเวลา(ทามเฟรม)ที่เหมาะกับ Sclapping - Day trading หากท่านคือสายโหด กำไรหรือขาดทุน มันเร็วฟ้าผ่าในช่วงพริบตาเพียงไม่กี่นาที อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเร็วแบบฟ้าผ่าสักเพียงไหน หากเราอยู่กับมันนานๆ เราก็จะมีแผนรับมือกับมันเอง โดยการใช้กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยง ที่มีชั้นเชิงทางเทคนิคที่สูงขึ้น เช่นการทำ Hedging เชิงลึก,การจัดการความเสี่ยงโดยวิเคราะห์จาก Maximum Draw-down ที่เหมาะสม เป็นต้น
- Swing trading หากคุณอยากมีเวลาว่าง ไม่ชอบเฝ้าหน้าจอ ไม่ต้องเข้าออเดอร์หลายไม้
ก็โฟกัสไปที่ การหาจุดเข้าให้แม่นๆ ฝึกกลยุทธ์ต่างที่ใช้กับ swing trade - Trend trading ถ้าท่านเป็นคนที่มีทุนหนา มีงบลงทุน(เงิน) ที่เย็นมากๆ ไม่ได้นำไปหมุนใช้อะไร เเละตัวท่านเองก็เป็นคนที่ใจเย็น(มากๆ) แบบอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มีความเด็ดเดี่ยวและมั่นคง ทนกำไรหรือขาดทุนในระยะยาวได้(ไปจนสุดเทรนด์) เป็นคนมองการไกล
เทคนิคการทำกำไรด้วย 3 รูปแบบแท่งเทียน
มิถุนายน 16, 2022………………………………………………………………………………………………………….
เทคนิค แนวรับ แนวต้าน คืออะไร
แนวรับ คืออะไร
เทคนิค เส้นแนวรับ คือ จุดต่ำสุด 2-3 จุดขึ้นไป ที่มีนัยยะสำคัญหรือมีแรงซื้อขายจากจุดๆนั้น หรือ ราคา Forex นั้นไม่ผ่านจุดของราคานี้ลงไปเลย เช่น แนวรับที่ 2บาท แปลว่าไม่อย่างไรราคาก็จะไม่ลงต่ำกว่า 2 บาท ทำให้เราพอทำนายได้ว่าเมื่อถึงจุดที่ราคาวิ่งไปใกล้กับเส้น 2บาท ราคาก็จะเด้งกลับและถูกแรงซื้อเข้านั่นเอง ซึ่งใจจุดนี้ นักลงทุนทุกท่านจะเห็นตรงกันว่าเป็นราคาที่เหมาะสมในการเข้าซื้อนั่นเอง
แนวต้าน คืออะไร
แนวต้านนั้น จะมีความหมายที่ตรงกันข้ามกับแนวรับครับ จะเป็นจุดที่ราคาไปสูงสุด และไม่เคยไปเกินกว่านี้ ซึ่ง เทคนิค การลากเส้นแนวต้านนั้นก็ใช้หลักเทรนไลน์ยอดสูงสุด 3 ยอดมาเป็นตัววัด เช่นราคาไม่เคยเกิน 10บาท แปลว่าถ้าราคาขึ้นมาสูงใกล้เส้น 10บาท คุณก็สามารถเข้าใจได้ว่า นักลงทุนกำลังจะเทขาย Forex ตัวนัั้น ซึ่งจุดนั้นจะเป็นนัยยะสำคัญ ที่เรียกว่าแนวต้าน
1.เทคนิค สามารถใช้หาจุดในการเปิดสัญญา Buy หรือ สัญญา Sell ได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่ดูว่าราคาเข้าใกล้สู่เส้นแนวรับแนวต้านมากน้อยเพียงใดเป็นต้น แต่ว่าคุณอาจต้องใช้คู่กับอินดิเคเตอร์ตัวอื่นๆด้วยไม่ใช่ใช้แค่ตัวเดียวแล้วจบเลย
2.ช่วยให้มองเห็นกรอบราคาของการวิ่งได้ ข้อดีประการต่อมาคือช่วยให้เรามองเห็นกรอบราคาของการวิ่งไปได้อย่างชัดเจน ตรงนี้เรามักมี
เทคนิคจะลากทั้งเส้นแนวรับและเส้นแนวต้านควบคู่กันไปพร้อมๆกันนั่นเอง
การหาอินดี้มาช่วยในการหาเส้นแนวรับและแนวต้าน
1.คุณสามารถใช้ Fibonacci ในการหาเส้นแนวรับแนวต้านได้ด้วยเช่นเดียวกัน และสามารถทำนายกรอบแนวรับ แนวต้านได้ค่อนข้างแม่นยำมากๆเสียด้วย
2.คุณสามารถใช้การลากเส้นเทรนไลน์ โดยการกำหนดยอด สูงสุดของราคา 3 จุดแล้วลากเส้น หรือ ยอดต่ำสุดของราคา 3 จุดแล้วลากเส้น เพื่อหาแนวรับแนวต้านก็สามารถทำได้
Moving Average(MA) สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายๆอย่างเช่น ใช้ดูแนวโน้มของราคา ใช้หาแนวรับแนวต้าน และสามารถใช้ Moving Average(MA) เป็นสัญญาณในการซื้อ-ขายได้เช่นเดียวกัน
ประเภทของแนวรับแนวต้าน
นอกจากเราจะต้องรู้ว่า แนวรับแนวต้านคืออะไรแล้ว ในบทความนี้เราจะต้องพูดถึงประเภทของแนวรับแนวต้าน ประเภทของแนวรับแนวต้านนั้น ไม่มีที่ไหนจะบรรยาย และแบ่งองค์ประกอบได้เหมือนที่นี่อีกแล้ว เพราะว่า ผมแบ่งประเภทของ แนวรับ แนวต้าน ตามประสบการณ์ การเทรด
ในการเทรดนั้นเราสามารถแบ่งประเภทของแนวรับแนวต้าน ได้ 2 รูปแบบ คือ แนวรับแนวต้านตามความชันของกราฟ และแนวรับแนวต้านตามแนวราบ
รูปแบบของแนวรับแนวต้าน
ประเภทของแนวรับแนวต้านกันไปแล้ว เรามาพูดถึงประเภทของแนวรับแนวต้านกันบ้างกันดีกว่า หลายคนอาจจะไม่คิดว่า แนวรับแนวต้านอาจจะใช้ได้หลายรูปแบบ ดังต่อไปนี้
ประโยชน์ของ การรู้เรื่องเส้น แนวรับ แนวต้าน
1.ช่วยให้มองเห็นกรอบราคาของการวิ่งได้ ข้อดีประการต่อมาคือช่วยให้เรามองเห็นกรอบราคาของการวิ่งไปได้อย่างชัดเจน ตรงนี้เรามักจะลากทั้งเส้นแนวรับและเส้นแนวต้านควบคู่กันไปพร้อมๆ
2.สามารถใช้หาจุดในการเปิดสัญญา Buy หรือ สัญญา Sell ได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่ดูว่าราคาเข้าใกล้สู่เส้นแนวรับแนวต้านมากน้อยเพียงใด เป็นต้น แต่ว่าคุณอาจต้องใช้คู่กับอินดี้ตัวอื่นๆ ด้วยนะครับ ไม่ใช่ใช้แค่ตัวเดียวแล้วจบเลย
สรุป
ตลอดการเทรด forex ของคุณ คุณไม่มีทางที่จะหนีได้เลยกับคำว่าแนวรับ และแนวต้าน ดังนั้น จงเตรียมพร้อมที่จะทำความเข้าใจและพร้อมที่จะศึกษาเรื่องของการใช้เครื่องมือหรือกลยุทธ์ใดๆ เพื่อการเขียนเส้นแนวรับและแนวต้านออกมาให้ได้ แล้วมันจะช่วยให้คุณเทรด forex ง่ายขึ้น มีความสะดวกขึ้นในการเทรด มากกว่าที่จะปฏิเสธ แน่นอนว่ามันไม่มีกลยุทธ์ใด ที่มีความยั่งยืน หรือเทรดได้ 100 % แต่ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เมื่ออยู่รวมกันก็จะทรงพลังมากขึ้น
………………………………………………………………………………………………………………………..
#แจกฟรีระบบเทรด
10 รูปแบบแท่งเทียนที่เทรดเดอร์ควรรู้
มิถุนายน 16, 202210 รูปแบบแท่งเทียนที่เทรดเดอร์ควรรู้
กราฟแท่งเทียน คือ ผลของราคาที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ ขึ้นอยู่กับว่าผู้เทรด forex จะเลือกกำหนดช่วงเวลาของการเทรดแบบไหน
แท่งเทียนเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่นักเทรดต้องรู้ และสามารถนำไปใช้ทำกำไรได้ในตลาดไม่ว่าเป็น คริปโท หุ้น และในตลาดอื่นๆที่ใช้แท่งเทียนในการชี้วัดราคา
แท่งเทียน 10 รูปแบบที่นักเทรดจะพบเจอบ่อยในตลาด มีดังนี้
1.Doji สีแด’
รูปร่างของแท่งเทียน : ราคาเปิด-ปิด เป็นราคาใกล้กัน รูปร่างเหมือนเครื่องหมายบวก (+)
.
สภาพอารมณ์คนในแท่งเทียน : แรงซื้อน้อยลง มีแรงขายเข้ามามากกว่า อาจจะทำให้เปลี่ยนทิศทางได้
.
ทิศทางของราคา : เกิดการลังเลของราคา
2.Doji สีเขียว
รูปร่างของแท่งเทียน : ราคาเปิด-ปิด เป็นราคาใกล้กัน รูปร่างเหมือนเครื่องหมายบวก (+)
.
สภาพอารมณ์คนในแท่งเทียน : แรงขายน้อยลง มีแรงซื้อที่เข้ามามากกว่า อาจจะทำให้เปลี่ยนทิศทางได้
.
ทิศทางของราคา : เกิดการลังเลของราคา
3.Hammer
รูปร่างของแท่งเทียน : แท่งเทียนมีขนาดเล็ก แต่ไส้เทียนด้านล่างยาว
.
สภาพอารมณ์คนในแท่งเทียน : มีแรงซื้อสวนกลับขึ้นมาเยอะกว่าแรงขาย จะเจอบ่อยในตลาดขาลง
.
ทิศทางของราคา : ราคากลับตัวขึ้น
4.Inverted Hammer
รูปร่างของแท่งเทียน : แท่งเทียนมีขนาดเล็ก แตไส้เทียนด้านบนยาว
.
สภาพอารมณ์คนในแท่งเทียน : มีแรงซื้อมากกว่าแรงขาย จะเจอบ่อยในตลาดขาลง
.
ทิศทางของราคา : ราคากลับตัวขึ้น
5.Bearish Harami
รูปร่างของแท่งเทียน : เกิดขึ้นใน 2 แท่งเทียน
แท่งสีเขียว แท่งเทียนยาว
แท่งสีแดง แท่งเทียนมีลักษณะเล็ก อยู่ภายในแท่งแรก
.
สภาพอารมณ์คนในแท่งเทียน : แรงซื้ออ่อนลง มีแรงขายเข้ามา
.
ทิศทางของราคา : ราคากลับตัวลง
6.Bullish Harami
รูปร่างของแท่งเทียน : เกิดขึ้นใน 2 แท่งเทียน
แท่งสีแดง แท่งเทียนยาว
แท่งสีเขียว แท่งเทียนมีลักษณะเล็ก อยู่ภายในแท่งแรก
.
สภาพอารมณ์คนในแท่งเทียน : แรงขายอ่อนลง มีแรงซื้อเข้ามา
.
ทิศทางของราคา : ราคากลับตัวขึ้น
7.Engulfing Bull
รูปร่างของแท่งเทียน : เกิดขึ้นใน 2 แท่งเทียน
แท่งสีแดง แท่งเทียนเล็กกว่าแท่งที่ 2
แท่งสีเขียว แท่งเทียนใหญ่กว่าแท่งแรก ขึ้นมาปิดสูงกว่าและหุ้มแท่งแรก
.
สภาพอารมณ์คนในแท่งเทียน : แรงซื้อเข้ามาเต็มแท่ง
.
ทิศทางของราคา : ราคากลับตัวขึ้น
8.Engulfing Bear
รูปร่างของแท่งเทียน : เกิดขึ้นใน 2 แท่งเทียน
แท่งสีเขียว แท่งเทียนเล็กกว่าแท่งที่ 2
แท่งสีแดง แท่งเทียนใหญ่กว่าแท่งแรก ปิดต่ำกว่าและหุ้มแท่งแรก
.
สภาพอารมณ์คนในแท่งเทียน : แรงขายเข้ามาเต็มแท่ง
.
ทิศทางของราคา : ราคากลับตัวลง
9.Dark Cloud Cover
รูปร่างของแท่งเทียน : เกิดขึ้นใน 2 แท่งเทียน
แท่งสีเขียว แท่งเทียนปิดสูง
แท่งสีแดง แท่งเทียนลงมาปิดต่ำเกิน 50% ของแท่งแรก
.
สภาพอารมณ์คนในแท่งเทียน : มีแรงขายเกินครึ่งของแท่งแรก
.
ทิศทางของราคา : ราคากลับตัวลง
10.Piercing Line
รูปร่างของแท่งเทียน : เกิดขึ้นใน 2 แท่งเทียน
แท่งสีแดง แท่งเทียนปิดต่ำ
แท่งสีเขียว แท่งเทียนขึ้นมาเปิดเกิน 50% ของแท่งแรก
.
สภาพอารมณ์คนในแท่งเทียน : มีแรงซื้อมาเกินครึ่งหนึ่งของแท่งแรก
.
ทิศทางของราคา : ราคากลับตัวขึ้น
………………………………………………………………………………………………………….
รูปแบบกราฟ Double & Triple Top-Bottom คืออะไร
มิถุนายน 15, 2022รูปแบบกราฟ Double & Triple Top-Bottom คืออะไร
Double & Triple Top-Bottom หมายถึง แนวรับ-แนวต้าน หรือ จุดกลับตัว ของราคาที่ใช้หลักการทางจิตวิทยาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเกิดจาก จุดสูงสุด (Highest) หรือ จุดต่ำสุด (Lowest) ของช่วงที่ผ่านมาไม่นาน โดยที่ราคาจะต้องมีการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญเมื่อราคาวิ่งเข้าใกล้ จุดสูงสุด หรือ จุดต่ำสุด ดังกล่าว หากราคาชะลอตัวในครั้งที่ 2 จะเรียกว่า Double และหากราคาชะลอตัวในครั้งที่ 3 จะเรียกว่าแบบ Triple ซึ่งแบบ Triple จะมีความเป็นไปได้ในการทะลุระดับราคากล่าวไปน้อยกว่าแบบ Double
ตัวอย่างแบบง่ายๆของ Double & Triple Top
เพิ่มเติม
…………………………………………………………………………………………………………….
MACD คืออะไร
MACD ย่อมาจากคำว่า Moving Average Convergence & Divergence หรือบางท่านเรียก Mac-D (แม็กดี) เป็นผลงานของ Dr.Gereld Appel MACD ที่ได้พัฒนาขึ้น ถือเป็น indicator ที่เอาไว้ดูแนวโน้มของการแกว่งตัวของราคาว่าไปในทิศทางใด พร้อมทั้งบอกจุดเข้าสัญญาณซื้อ หรือสัญญาณขายได้ดีอีกด้วย โดยเส้นแนวโน้มนั้นจะมีด้วยกัน 2 เส้น นอกจากนี้อินดี้ Macd ยังสามารถบอกแนวโน้มขาขึ้น หรือขาลงได้อีก
ประโยชน์ของ MACD
สำหรับ Indicator MACD มีประโยชน์ในการนำไปใช้งานคือ ใช้บอกแนวโน้มของราคาที่เกิดขึ้น, บอกจุดที่ควรซื้อหรือขาย ทั้งระยะกลางและระยะสั้น, บอก Momentum ของราคาหุ้นหรือค่าเงิน, (ไม่สามารถบอกภาวะซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไปได้)
……………………………………………………………………………………………………………………………
แจกฟรีระบบเทรด
กราฟแท่งเทียน คือ อะไร ?
กราฟแท่งเทียน คือ ผลของราคาที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ ขึ้นอยู่กับว่าผู้เทรด forex จะเลือกกำหนดช่วงเวลาของการเทรดแบบไหน เช่น รายนาที ราย 5 นาที ราย 15 นาที 30 นาที 1 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง 1 วัน เป็นต้น ซึ่งเวลาจะเป็นตัวกำหนดความยาวของกราฟแท่งเทียนหนึ่งแท่ง
กราฟแท่งเทียน (Candle Stick)
Candlestick หรือ กราฟแท่งเทียน คือ กราฟชนิดหนึ่งที่ใช้เพื่อดูความเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ กราฟแท่งเทียนเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis) เพราะมันสามารถบอกรายละเอียดของข้อมูลราคาได้มากกว่ากราฟแบบ Line chart
รูปแบบ กราฟแท่งเทียน(Candle Stick)ที่น่าสนใจ
หากจากกล่าวถึงรูปแบบกราฟแท่งเทียน (Candle Stick) ที่น่าสนใจนั้น ผมต้องตอบว่ามีให้เลือกมากมายครับ แต่เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน จึงขอกำหนดออกมาเฉพาะตัวที่เด่นๆ และช่วยให้คุณไปประยุกต์ใช้เพื่อการทำกำไรได้ครับ
รูปแบบ Doji
รูปแบบของกราฟแท่งเทียน (Candle Stick) แบบ Doji นั้น จะมีลักษณะเหมือนกับไม้กางเขน คือ มีแต่ไส้เทียนและขีดตัดกลาง ซึ่งแสดงถึงว่า ราคาเปิดซื้อและปิดขายนั้น มีราคาเท่ากัน การใช้งานของ Doji คือ หากราคาสั่งซื้อขายปิดที่ท้ายสุดท้ายของแท่งเทียน ทำนายว่าแท่งเทียนต่อไปจะมีแนวโน้มเป็นขาลง หรือว่าหากแท่งเทียนปิดโดยราคาปิดอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของแท่งเทียนนั้น ก็สามารถทำนายได้ว่ากราฟแท่งเทียนแทงต่อไปจะเป็นขาขึ้นอย่างแน่นอน เป็นต้น
ประโยชน์ของ กราฟแท่งเทียน (Candle Stick)
กราฟแท่งเทียนนั้น สามารถช่วยให้นักเทรด forex ทำกำไรได้อย่างง่ายดาย หากมีความชำนาญในการดูกราฟแท่งเทียน โดยการใช้กลยุทธ์การเทรดคือ Price Action ที่สามารถบอกได้เลยว่าลักษณะของกราฟในช่วงเวลานั้นๆ จะมีการลงต่อ หรือว่าขึ้น ซึ่งทำให้การเปิดคำสั่งของเรานั้นเป็นไปด้วยความแม่นยำมายิ่งขึ้น
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
Stop-loss (SL) คือ อะไร ?
คำว่า stop-loss (SL) คือการกำหนดจุดของการขาดทุน
Stop Loss คืออะไร?
Stop Loss คือจุดตัดการลงทุน หรือจุดตัดการขาดทุน ก็คือจุดที่เราตัดสินใจว่าจะหยุดลงทุนเพื่อไม่ให้ผลตอบแทนลดลงไปมากกว่านี้ โดยสามารถทำได้ทั้งเพื่อไม่ให้กำไรน้อยลงจากที่กำไรอยู่ หรือว่าขาดทุนแล้ว และไม่อยากขาดทุนไปมากกว่านี้
ข้อดีของการใช้ stop-loss (SL)
สำหรับข้อดีของการตั้งค่า stop-loss (SL) ไว้เสมอในทุกๆการเทรด forex ของคุณมีดังนี้
1.ปกป้องเงินของคุณ
สิ่งที่แน่ชัดที่สุด สำหรับ Stop loss คือ การที่มันสามารถปกป้องเงินในบัญชีของคุณ stop-loss (SL) ช่วยปกป้องเงินของคุณในยามที่กราฟเกิดอาการรวน หรือรีโควทขึ้นมา คุณจะได้ไม่ต้องเสียเงินไปโดยใช่เหตุในช่วงเวลาดังกล่าว ทุกครั้งที่คุณเทรด ห้ามลืมเด็ดขาดในการตั้ง stop-loss (SL)
2.ปกป้องกำไรของคุณ
คุณคงไม่ต้องการให้กำไรที่คุณกำลังเริ่มทำของคุณหายไปหมดเลย เพียงเพราะกราฟเกิดการดีดกลับในทีเดียว ดังนั้นจงเลือกปกป้องกำไรของคุณด้วยการเลื่อนค่า stop-loss (SL) ออกมาไว้เหนือเส้นเทรดสัญญาของคุณ เพียงเท่านี้คุณก็จะปลอดภัยและได้กำไรจากการเทรดอย่างแน่นอน
3.ช่วยให้คุณมีการเทรดที่เป็นระบบ
คำว่าเทรดอย่างเป็นระบบคือ เป็นการกำหนดระบบมาเสียตั้งแต่แรกว่า หากต้องการเทรด forex ในตานั้นๆเพื่อการทำกำไร จะต้องกำหนดจุดขาดทุนไว้ที่เท่าไหร่ เพื่อที่ว่า จะทำให้คุณไม่เจออาการล้างพอร์ตในช่วงที่กราฟมีการสวิงตัวอย่างรุนแรง นอกจากนี้การตัดสินใจทำตามแผน และระบบที่คุณได้ออกแบบมา มันยังสร้างจิตวิทยาการเทรดให้คุณ เพราะว่าคุณจะเข้าใจและมั่นใจว่า คุณได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องในการเทรดอยู่
4.ทำให้คุณละสบายตาจากจอได้
ในเมื่อทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว คุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอแต่อย่างใด คุณสามารถปล่อยให้ระบบทำการเทรดไปเรื่อยๆ และเมื่อถึงจุดที่คุณสามารถทำกำไรได้แล้ว ก็จะได้กำไรทันที โดยที่ไม่ต้องมากังวลอะไรทั้งสิ้น
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
4 รูปแบบ กลยุทธ์การเทรด Forex
ในการเทรด forex สิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้ใครหลายๆคนได้กำไร คือ กลยุทธ์การเทรด Forex การเทรด forex ซึ่งเทรดเดอร์มือใหม่หลายๆคนอาจจะมีข้อสงสัยว่าในกการเทรด forex คืออะไร ?
กลยุทธ์การเทรด Forex คือ วิธีการเทรดหรือแนวทางการเทรดที่จะช่วยให้เราได้กำไรจากการเทรดนั่งเอง ซึ่ง กลยุทธ์การเทรด Forexก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเทรดของแต่ละคน บางคนก็มีกลยุทธ์การเทรดใกล้เคียงกัน หรือบางคนอาจแตกต่างกันออกไป…
1. Trend trading
สิ่งสำคัญของการใช้กลยุทธ์สไตล์นี้คือ การอ่านเทรนด์ให้ขาด มองเทรนด์ใหญ่เป็นหลัก พูดง่ายก็คือ จังหวะเข้าไม่สำคัญเท่าการมองเทรนด์ขาด (การอ่านเทรนด์สำคัญกว่าหาจังหวะเข้า) และเราจะต้องปล่อยกำไรให้วิ่งไปจนสุดเทรนด์ ไปจนกว่าเราเห็นว่าราคา หรือเทรนด์มันหมด จะไม่ไปต่อแล้ว ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอันใด แล้วคุณก็ปิดจ๊อบ(ปิดออเดอร์) เอากำไรก้อนโต เป็นอันว่าเสร็จภาระกิจ
แต่ก็มีบางท่านที่สับสนกับ Trend follow กับ Swing trading อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ในการเทรดหากคุณตั้ง stop loss และ take profit ไปเรื่อย ๆ ของในแต่ล่ะช่วง ก็เท่ากับว่าเป็นการจำกัดกำไร จำกัดการขาดทุน อย่างนี้ก็ไม่ใช่ Trend follow แต่จะเป็น swing trade ทันที
ฉะนั้น Trend follow จึงมีแค่ตั้ง stop loss แล้วรันไปเรื่อย ๆ โดยไม่ตั้ง take profit ไปจนกว่าเรามองเห็นว่ามันสุดเทรนด์ แล้วปิดออเดอร์รอบเดียว ถึงแม้ว่าจะมีการขาดทุนหลาย ๆ รอบในช่วงที่สวนเทรนด์ แต่เมื่อราคากลับมา แลัววิ่งไปตามเทรนด์หลักจนสุด หรือเห็นว่ามีสัญญาณที่ไม่ดีที่เทรนด์จะไม่ไปต่อแล้ว ก็ปิดทำกำไรรอบเดียว โดยกำไรที่ได้นี้ก็จะ cover การขาดทุนทั้งหมด ไปโดยปริยาย
ข้อเสีย
ข้อดี
2. Scalping
คือการเทรดเน้นที่ความถี่ของออเดอร์ เน้นทำกำไรระยะสั้นๆ ส่วนใหญ่ก็จะเล่นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เช่นไม่เกิน 2-3 ชั่วโมงหรือบางทีอาจจะมากกว่า หรือน้อยกว่านี้ ทามเฟรมที่นิยมเล่นกันคือตั้งแต่ 1 นาทีไปจนถึง 5,15, 30 นาที โดยใช้ทามเฟรม 1 ชั่วโมงเป็นตัวคุมภาพรวม ใช้ทามเฟรมรายวันเพื่อดูแนมโน้มในวันถัดไป ข้อเสีย ข้อดี ของการเล่นแบบ Scalping มีดังนี้
ข้อเสีย
ข้อดี
3. Day trading
เป็นกลยุทธ์การซื้อขายที่เน้นทำกำไร ที่จะเทรดจบในวันเดียว ไม่ถือออเดอร์ข้ามคืน เพื่อหลีกเลี่ยงค่า Swap (ค่าดอกเบี้ยถือข้ามคืน) กลยุทธ์ Day trading จะต้องสนใจข่าว ต้องตามข่าว ก่อนออกออเดอร์เสมอ โดยจะเน้นทำกำไร ในช่วงที่มีข่าวสำคัญประกาศ ดังนั้น เทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์นี้จะต้องมีเวลาพอ ต้องติดตามข่าว และเฝ้าหน้าจออย่างต่อเนื่อง
ข้อเสีย
ข้อดี
4. Swing trading
กลยุทธ์การซื้อขายแบบ Swing Trading ของเทรดเดอร์ในตลาด Forex นั้นมีทั้งระยะสั้นและแบบระยะยาว ไม่ขึ้นกับระยะเวลา การถือยาวหรือสั้นจะขึ้นอยู่กับ Timeframe ที่ใช้ เนื่องจากจังหวะที่เทรด เหมาะกับสภาวะตลาดที่มีการแกว่งตัวรุนแรงหรือสภาวะตลาดที่เป็น Sideway
สำหรับสวิงเทรดดิ่งนี้ สามารถเป็นได้ทั้งระยะสั้น- ระยะกลาง -ระยะยาว เช่นจากรายชั่วโมง – รายวัน – รายสัปดาห์ รายเดือน ไปจนถึงรายไตรมาสก็ได้ (day trade, week trade, month trade) ปกติแล้ว เทรดเดอร์เมื่อเข้ามาอยู่ในตลาดชักระยะหนึ่ง มักจะไต่เต้าเป็นสวิงเทรดดิ่งไปเองโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากทนกำไรไม่ได้ (แต่ทนขาดทุนได้) คือเมื่อเห็นเป็นกำไรก็มักจะปิดออเดอร์ แล้วหาจังหวะเข้าใหม่นั่นเอง (ส่วนมากเป็นกันทุกคน)
ข้อเสีย
ข้อดี
บทสรุป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
Market Maker คืออะไร?
Market Maker ก็คือ เทรดเดอร์หรือคนที่เข้ามาทำให้ตลาดเกิดสภาพคล่องมากยิ่งขึ้น และช่วยทำให้ราคาที่เคลื่อนไหวนั้น เป็นกรอบราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่ราคาที่เกิดจากการปั่นหุ้น
ประโยชน์ของ Market Maker
ช่วยทำให้ตลาดเกิดการเคลื่อนไหว ทำให้เกิดการซื้อ-ขายกันในตลาดขึ้น ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายก็จะสามารถทำกำไรจากตลาดได้ แต่ก็ไม่เสมอไปที่จะเกิดขึ้น เพราะอาจเข้าข่ายลักษณะของการปั่นหุ้น
และหากเราต้องการที่จะเป็น Market Maker นั้น เราจะทำอย่างไรได้บ้าง? สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ต้องมีเงินทุนจำนวนมาก เพราะเงินจำนวนมากสามารถทำให้เรากำหนดตลาดได้ไม่ยากนัก และทำให้ราคาของตลาดอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล
Market Maker มีหน้าที่อะไร?
1.ช่วยเสริมสภาพคล่องของตลาด
เมื่อตลาดเกิดความเงียบมากเกินไป Market Maker ก็จะเข้าไปทำการซื้อขายเพื่อให้ตลาดมีสิ่งที่เรียกว่า Volume ปรากฏขึ้นมา จนในที่สุดก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการซื้อหรือการขายขึ้นในตลาดนั่นเอง จริงๆแล้วการทำแบบนี้อาจมีการใกล้เคียงกับการปั่นหุ้น แต่สิ่งที่แตกต่างคือเรื่องของเจตนาของ Market Maker นั่นเอง
2.ทำให้ราคาค่าเงินตัวนั้นมีการ bid และมีการ offer อยู่บ้าง
การทำแบบนี้ช่วยให้รายย่อยๆนั้นสามารถมองเห็นมูลค่าของการซื้อขายได้อย่างไม่ยากนัก และในที่สุดก็สามารถซื้อขายได้ เกิดการซื้อขายขึ้น ซึ่งถ้าไม่เข้าไปทำเหตุการณ์ลักษณะนี้ตลาดก็จะเกิดความเงียบ หรือว่าไม่น่าสนใจ ทำให้ราคาของคู่เงิน หรือหุ้นนั้นๆไม่เกิดการแกว่งตัว
ซึ่งพูดง่ายๆว่า Market Maker มีลักษณะคล้ายกับคนที่เป็นเจ้าแห่งการปั่นหุ้นนั่นแหละ เพราะการจะเป็น Market Maker ได้ ต้องมีเงินพอสมควร และสำหรับคนทั่วไป อาจจะเป็นเรื่องยากและไกลตัวหน่อย แต่ทุกคนก็ต่างรู้แล้วว่า ในตลาด Forex และทุกตลาดการเทรดล้วนมี Market Maker อยู่
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
5 ปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุให้ตลาด Forex มีการเคลื่อนไหว
มิถุนายน 13, 2022……………………………………………………………………………………………………………………………………………
7 วิธีบริหารความเสี่ยงในการเทรด Forex ที่ได้ผลจริง
มิถุนายน 13, 2022และคำถามสำคัญคือ จะเทรดที่ไหนดี? ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ หรือตลาดซื้อขายในทันที (Spot market) เป็นต้น แต่ไม่ว่าท่านจะเลือกเทรดที่ใดก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ท่านจะต้องเริ่มต้นด้วย การเรียนรู้ forex ขั้นพื้นฐาน ให้มั่นใจเสียก่อน โดยการทำความเข้าใจหลักการทำงานพื้นฐานของตลาดการเงิน ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถจัดการความเสี่ยงในการเทรด forex ได้ดียิ่งขึ้น
การเทรดด้วยบัญชีเดโม่ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการทดลองทักษะการเทรด และปรับใช้กลยุทธ์เทรดที่เหมาะสมในสภาวะตลาดจริงแบบไร้ความเสี่ยง เพราะท่านไม่จำเป็นต้องฝากเงินในพอร์ทก็สามารถทดลองเทรดได้ แถมยังเข้าถึงแพลตฟอร์มเทรด เครื่องมือเทรด และฟีเจอร์ต่างๆ ได้เต็มรูปแบบอีกด้วย
เริ่มต้นเทรดอย่างมั่นใจ ด้วยการเปิด บัญชีเดโม่ พร้อมรับเงินทดลอง $5000 แล้วเริ่มเทรดในสภาวะและเงื่อนไขของตลาดจริงได้แบบ 100% บนแพลตฟอร์มเทรดคุณภาพเยี่ยมอย่าง MT4 ที่เหล่านักเทรดมือโปรใช้ทำกำไรกันจริงๆ เรียนรู้การเทรดได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะสูญเสียเงินใดๆ ทั้งสิ้น และเมื่อพร้อมรับกำไรจริง สามารถเปลี่ยนมาใช้บัญชีจริงเทรดได้ในระบบเช่นเดิม
การป้องกันการขาดทุนอาจไม่ยากอย่างที่คิด เพราะ มีเครื่องมือและกลยุทธ์มากมายให้ท่านได้เลือกใช้ในการบริหารความเสี่ยง สิ่งสำคัญที่ท่านควรทำ คือ การตั้งลิมิตในการออกคำสั่งซื้อขาย รวมถึงการตั้ง stop loss หรือจุดตัดขาดทุน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการขาดทุน
และที่สำคัญ การใช้ กลยุทธ์ stop loss ที่หลากหลาย เช่น Trailing stop จะช่วยทำให้การเทรดของท่านปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ควรพึงระลึกไว้เสมอว่าการตั้ง stop loss นั้นอาจไม่ได้ช่วยป้องกัน Slippage ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากสภาพคล่องของตลาด forex นะครับ
การควบคุมอารมณ์ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ ไม่ว่าท่านจะมีพื้นฐานหรือประสบการณ์การเทรดมากแค่ไหนก็ตาม การมีระเบียบวินัยในการเทรดก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่คอยวัดว่าท่านสามารถยืนอยู่ในตลาดได้อย่างแข็งแกร่งมากแค่ไหน และไม่ว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ท่านจะต้องยึดมั่นตามแผนการเทรดที่ท่านวางไว้ให้ดีที่สุดเสมอ (ซึ่งแผนการเทรดนั้นควรได้รับการทดสอบแล้วว่าใช้ได้ผลจริงๆ นะครับ)
เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการเทรดให้มากยิ่งขึ้น อย่าลืมติดตามข่าวสาร เหตุการณ์สำคัญ และบทวิเคราะห์ต่างๆ และโปรดมั่นใจว่าท่านสามารถใช้กลยุทธ์เทรดที่หลากหลายด้วย อินดิเคเตอร์วิเคราะห์กราฟเทคนิค และเครื่องมือเทรดที่แตกต่างกัน
และนี่คือ 7 วิธีในการบริหารความเสี่ยงขั้นพื้นฐานที่เทรดเดอร์ควรเรียนรู้และนำไปปรับใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเทรด และหลีกเลี่ยงการเทรดขาดทุนให้ได้มากที่สุด MTrading ขอให้ทุกท่านโชคดีในการเทรดนะครับ ^__^
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
4 รูปแบบกราฟแท่งเที่ยน ที่นักลงทุนควรรู้
มิถุนายน 10, 2022








สรุป
Candlesticks Pattern มีรูปแบบจำนวนมากและซ้ำๆกัน แต่อาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน เช่นบางคนเรียกว่า Hanging Man แต่บางคนอาจจะเรียกว่า Shooting Star หรือ Evening Star แต่ความหมายใกล้เคียงกัน
นักลงทุนไม่จำเป็นต้องท่องจำ เข้าใจเพียง 3-4 รูปแบบ ก็สามารถนำมาใช้ในตลาดหุ้นได้จริงๆ แต่กราฟแท่งเทียนต้องใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เช่น วอลุ่ม ,MACD หรือแม้แต่การตี Trendline ก็เป็นเรื่องสำคัญ
สิ่งที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ คือ กราฟเทคนิคอลไม่ได้มีความแม่นยำ 100% หรือจะทำเงินได้แน่นอนจากตลาดหุ้น ทุกเครื่องมือมีโอกาส Error ได้หมด แต่สิ่งที่จะทำให้เรากำไรได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ คือการบริหารเงินหน้าตัก หรือ Money Management นั้นเอง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………


………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ประเภทคำสั่งการซื้อขายใน Forex
คำสั่งซื้อขายราคาตลาด (Market Order) หรือคำสั่งซื้อหรือขายทันทีที่ราคาถัดไปที่ซื้อขายได้ คำสั่งซื้อขายราคาตลาดเป็นคำสั่งซื้อที่รวดเร็วและทันที อย่างไรก็ตาม ราคาถัดไปที่ซื้อได้อาจแตกต่างจากราคาปัจจุบันที่เทรดเดอร์กำลังดูอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ราคาตลาดมีความเคลื่อนไหวสูง ซึ่งเรียกว่า ตลาดแกร่งตัวสูง (slippage) คำสั่งซื้อราคาตลาดในช่วงที่ตลาดราคาเคลื่อนไหวสูงนี้หรือขาดสภาพคล่อง อาจทำให้เกิดการแกว่งตัวสูงได้
การตั้งราคาซื้อขาย (Limit Order) เป็นคำสั่งซื้อหรือขายที่ราคาที่กำหนดหรือราคาที่ดีกว่าเท่านั้น ซึ่งจะไม่เหมือนคำสั่งซื้อขายราคาตลาด การตั้งราคาซื้อขายนี้จะให้เราสามารถควบคุมราคาที่ซื้อขายได้เต็มที่ แน่นอนว่าหากราคาตลาดไม่ตรงกับราคาที่สั่งซื้อหรือขาย ณ เวลาที่ทำการซื้อขาย ระบบก็จะไม่ทำการซื้อขายให้เทรดเดอร์
ประเภทของคำสั่งรอการซื้อขาย (Pending Order) มีอะไรบ้าง
จุดทำกำไร (Take Profit) เป็นคำสั่งขีดจำกัดเพื่อปิดการซื้อขายเมื่อการซื้อขายหนึ่ง ๆ ทำกำไรไปจนถึงราคาที่ตั้งไว้แล้ว
การเลื่อนจุดตัดการขายขึ้น (Trailing stop) เป็นคำสั่งรอปิดการซื้อขายเมื่อถึงจำนวน Pip หนึ่ง ๆ ที่อยู่ห่างจากราคาสูงสุดที่ตั้งไว้
จุดตัดขาดทุน (Stop Loss) เป็นคำสั่งซื้อขายราคาตลาดเพื่อ “ปิด” การซื้อขายที่ราคาถัดไปที่ซื้อขายได้เมื่อขาดทุนจนถึงราคาที่ตั้งไว้แล้ว
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แมงเม่า คือ อะไร ?
แมงเม่า หรือ เม่า หมายถึง นักเทรดรายย่อย ผู้มีเงินทุนเป็นของตัวเอง เทรดโดยใช้กลยุทธ์ที่เกิดจากการตัดสินใจคนเดียว ไม่ศึกษาจากที่อื่นหรือคนอื่นๆเลย บ้างก็หมายถึงคนที่ เทรด โดยที่ไม่มีกลยุทธ์อะไรเลย ใครว่าอย่างไรก็เทรดตามอย่างนั้น
แมงเม่าเป็นแมลง หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นสัตว์ปีก แต่มันมีวงจรชีวิตของมันเริ่มมาจากปลวก และพอถึงฤดูผลสมพันธ์ มันก็่จะแตกปีกออกมาจากพื้นดินและบินไปหาแสงไฟ เพราะตัวผู้และตัวเมียก็จะบินไปเจอกันที่นั่น ด้วยความที่คิดว่ากองไฟเป็นแสงไฟ ก็จะบินไปและเข้าไปตายในกองไฟ เราจึงเปรียบว่า แมงเม่าบินเข้ากองไฟ เพราะว่าหลงเข้าใจผิด
ดังนั้นในการลงทุนก็ไม่แตกต่างกัน การที่เราเรียกใครว่ากลุ่มแมงเม่าย่อมหมายความว่า เขาถูกล่อด้วยกองไฟ เอ๊ย สิ่งเทียมที่เรียกว่าผลประโยชน์ ให้เข้ามาในไฟ (ตลาดลงทุน) เพราะคิดว่าเขาจะได้ผลประโยชน์กลับออกไป สำหรับตลาด Forex
วิธีการเป็นแมงเม่าที่สมบูรณ์แบบ
ขั้นตอนในการเป็นแมงเม่าในตลาด forex นั้นง่ายมากๆครับ ถ้าคุณดำเนินการตามนี้แล้ว มีองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน คุณก็เป็นแมงเม่าตัวหนึ่งในตลาดทุนครับ
1.เทรดด้วยตัวคนเดียว
จริงๆแล้วผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ที่อ่านบทความนี้อยู่ ก็มีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากผมเสียเท่าไหร่ นั่นคือเทรด forex ด้วยตัวคนเดียว ดังนั้นจึงจัดอยู่ในความเป็นแมงเม่าด้วยกันทั้งสิ้น
2.เทรดโดยขาดเครื่องมือ
หมายถึงเวลาคุณเทรด forex คุณจะนึกถึง ดินฟ้าอากาศ หรืออาจดูดวงจากหมอไพศาล เทรดโดยการโยนหัวก้อย ทำนายว่ามันจะขึ้นหรือมันจะลง แบบนี้เรียกว่า เทรดโดยขาดเครื่องมือ อย่างนี้ล่ะเรียกว่าเป็นแมงเม่าแบบเต็มตัว เต็มใจกันเลยครับ
3.เทรดโดยขาดความรู้ทุกส่วน
หากคุณนั้นเลือกเทรดโดยขาดความรู้จากทุกส่วน ทั้งการใช้กลยุทธ์ การบริหารจัดการการเงินและการลงทุน อย่างนี้ผมบอกเลยว่า คุณคือแมงเม่าโดยสมบูรณ์ในตลาดแห่งนี้
ข้อเสียของการเป็นแมงเม่า
จริงๆแล้วมีคนยุให้ผมนั้นเขียนข้อดีของการเป็นแมงเม่าเสียหน่อย แต่ผมคิดว่า อย่าไปหลอกลวงกันเลยครับ มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ถ้าคุณจะกลายเป็นแมงเม่าในตลาดสุดโหดอย่าง forex ดังนั้นผมจึงบอกข้อเสียของการเป็น แมงเม่าดีกว่า เพื่อที่ว่าคุณจะได้ระวังตัวและไม่ทำตัวเป็นแมงเม่าแบบนี้
1.ไม่มีหลักการทำกำไรเป็นของตนเอง
คนที่เทรด forex โดยขาดหลักการทำกำไรด้วยตนเอง ดูแต่กราฟของคนอื่น หรือทำแต่สิ่งที่เรียกว่า copy trading แบบนี้คงไม่เวิร์คอย่างแน่นอน เพราะว่า มีความเสี่ยงสูงและเป็นอันตรายมาก เพราะคุณจะไม่สามารถทำเงินได้เลยในระยะยาว
2.สุดท้ายคือเสียหมด
ผมกล่าวอย่างนี้จริงๆ และผมบอกเลยว่าคุณก็จะเป็นอย่างนี้แน่นอน ถ้าคุณไม่ต้องการหมดกำลังใจในการเทรดแล้ว อย่าทำแบบนี้โดยเด็ดขาดหลุดออกจากการเป็นแมงเม่า และสยายปีกของคุณให้กลายเป็นผีเสื้อทันที!
สรุป
สรุปคือ แมงเม่า เหล่านั้น เป็นนักพนัน ที่ไม่คิดจะหาความรู้ก่อนลงทุนครับ อย่างนี้มีเท่าไรก็หมด เมื่อใดก็ตามเมื่อเรารู้ทันตัวเองว่าเข้าใกล้นักพนันกว่านักลงทุนให้รีบหยุดทันทีครับผม
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
เทคนิคการเทรด สวนเทรน ตามเทรน เทรนยาว เทรนสั้น
มิถุนายน 9, 2022คำศัพท์คำนึงที่นักเทรดทุกท่านต้องเทรดได้ยินหรือได้ผ่านตากันบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นในยูทูป ในกลุ่ม facebook ในเว็บไซต์ก็มีมากมาย หลายๆคนอาจจะสงสัยหลายๆคนอาจจะทราบแล้ว แต่วันนี้เราจะมาอธิบายและให้ความรู้กันอีกครั้งหนึ่งครับ ซึ่งในวันนี้ผมจะให้ข้อมูลแยกออกมาให้ทราบไปเลยว่าแต่ละตัวนั้นหมายถึงอะไรบ้าง ซึ่งคำเหล่านี้เป็นคำที่นักเทรดทุกท่านควรรู้เพื่อให้เข้าใจในรูปแบบและสภาพของตลาดในการเทรด
สวนเทรนคืออะไร
สวนเทรน คือการเปิดคำสั่งออร์เดอร์ให้ตรงกันข้ามกับสภาพหรือแนวโน้มของตลาด เช่นในขณะนี้ตลาดอาจจะอยู่ใน สภาวะที่เป็นขาขึ้น แต่เราเลือกที่จะทำการเปิดออร์เดอร์ในขาลง (Sell) หรือ สภาวะที่เป็นขาลงแต่เราเลือกที่จะทำการเปิดออร์เดอร์ในขาขึ้น (Buy) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องใช้อินดิเคเตอร์หรือการวิเคราะห์กราฟเข้ามาใช้ร่วมด้วย เพื่อที่จะดูว่าแรงส่งกราฟไปยังทิศทางขาขึ้นหรือขาลงนั้นอ่อนแรงหรือยัง เพื่อที่จะใช้ทำการเปิดออร์เดอร์ต่อไป วิธีการนี้มีข้อดีคือให้ผลตอบแทนที่สูงมากแต่ก็มีความเสี่ยงที่สูงมากเช่นกัน
ตามเทรนคืออะไร
ตามเทรน หมายถึงการเลือกเปิดคำสั่งซื้อหรือขาย ตามเทรนที่กำหนด เช่น กราฟบ่งบอกว่าเป็นเทรนขาขึ้น อย่างนี้ ตลอดการเทรด forex ของเรา จะเปิดสัญญาณซื้อ (Buy) แต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่เปิดคำสั่งขาย (Sell) โดยเด็ดขาด ซึ่งดูรูหลายท่านนั้น ต่างให้คำแนะนำว่า หากคุณเพิ่งเริ่มต้นเทรด forex สิ่งสำคัญที่สุดคือ จงเริ่มจากการเทรดแบบตามเทรน จะปลอดภัยที่สุด
เทรนสั้นคืออะไร
เทรนสั้นนั้น คือการเลือกเข้าเทรดโดยใช้ไทม์เฟรมเล็กๆ เช่นไทม์เฟรม 1 ชั่วโมง หรือ 4 ชั่วโมง ซึ่งปกตินิยมนำมาใช้การเทรด forex แบบ Day trade เหมาะกับคนที่ใช้เทคนิคเทรดแบบเก็บกินกำไรสั้นๆ หรือคนที่ทุนน้อยและต้องการปั้นพอร์ตให้โตไวๆ ก็จะใช้การเทรดแบบ เทรดสั้นวันต่อวัน หรืออาจจะหลายวันก็ไม่ผิดประการใด
เทรนยาวคืออะไร
เทรนยาว คือ เทรดโดยใช้ระยะเวลาของแท่งเทียนที่ยาวนานกว่า 1 วัน เช่นอาจเป็น รายสัปดาห์ รายเดือน หรือเป็นปี ซึ่งเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาเฝ้ากราฟ ก็จะใช้วิธีนี้ ในการเทรดซึ่งนอกจากใช้เพื่อเข้าออร์เดอร์แล้วยังใช้ดูทิศทางของกราฟในไทมเฟรมที่เล็กลงเพื่อประกอบการพิจารณ์เข้าเทรดในตลาดได้อีกด้วย
คำศัพท์ในวงการเทรด FOREX สำหรับมือใหม่
มิถุนายน 9, 2022…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
เทคนิค การเทรด Forex ให้ยั่งยืน
เทคนิค การเทรด Forex ให้ยั่งยืน เทคนิคการเทรด Forex ให้ยั่งยืนเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก มากกว่าความอยากที่จะรวยข้ามคืน เพราะสิ่งนี้จะทำให้เทรดเดอร์เกิดความโลภและขาดทุน แต่ถ้าเป้าหมายของคุณคือความยั่งยืนในตลาดแห่งนี้ในระยะยาวนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเรียนรู้เทคนิคต่างๆ
เคล็ดลับการเทรด Forex ให้ได้อย่างยั่งยืน
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเทรดเดอร์ไม่ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เพียงแค่ทำตามแผนที่วางเอาไว้, เริ่มจากเป้าหมายที่ถูกต้อง, มีวินัยที่เข้มข้น และ ลงมือปฏิบัติให้ได้ตามแผน เพียงเท่านี้ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน
1. การวางแผนการลงทุน
วางแผน MM ( Money Management ) กฏข้อแรกของการลงทุนนั่นก็คือการมี MM ที่ดี เพราะจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถรักษาเงินทุนและป้องกันความเสี่ยงที่มากเกินไป เช่น เพื่อป้องกันอารมณ์หรือความโลภเข้าบังตา, ช่วยรักษาเงินทุนไว้ไม่เสียหายมากแม้เกิดความผิดพลาด และ เพื่อให้อยู่ในจุดที่พึงพอใจและสามารถรับการกดดันจากตลาดแห่งนี้ได้
2. หาเทคนิคใหม่ๆ อยู่เสมอ
ว่างก็จงหาเทคนิคใหม่ๆอยู่เสมอ เพราะว่าเทคนิคที่เคยใช้ในวันนี้อาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไปในวันหน้า เนื่องจากไม่มีอะไรแน่นอนในตลอดแห่งนี้ กราฟราคาอาจจะขึ้นหรือลงตามสถานการณ์หรือข่าวต่างๆ แน่นอนว่าถ้าคุณไม่ขยันเรียนรู้ฝึกฝนหรือค้นหาเทคนิคใหม่ๆ อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ อย่างยั่งยืนก็เป็นได้
3. ต้องมีเหตุผลประกอบการตัดสินใจ
มีเหตุผลในการเข้าออกออเดอร์ ทุกครั้งที่เทรดต้องมีเหตุและผลที่มากพอ ห้ามเทรดโดยใช้อารมณ์โดยเด็ดขาด, เสียต้องยอมเสียตามระบบ, ได้ก็ต้องได้ตามระบบ และ ห้ามเปิดปิดออเดอร์โดยที่ไม่มีแผน เมื่อจะเข้าออเดอร์แต่ละครั้งคุณจะต้องทบทวนเหตุผลในการเข้าให้ดี ต้องมีเหตุผลสนับสนุนมากกว่า 2 เหตุผลขึ้นไป แต่ถ้ายังมีเหตุผลไม่ครบห้ามเข้าเด็ดขาด เพราะนั่นคืออารมณ์ซึ่งจะทำให้พลาดโอกาสในการทำกำไร
4. ห้ามเทรดมั่วตามอารมณ์
ไม่เทรดด้วยอารมณ์ ถ้าเทรดเดอร์ทำตามแผนทุกอย่าง 100% ในทุกๆครั้งที่เข้าเทรดจะทำให้คุณมีเปอร์เซ็นต์ที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น
5. เข้าใจการเทรด
เข้าใจเกี่ยวกับการเทรดอย่างลึกซึ้ง ซึ่งการที่จะเข้าใจการเทรดให้ได้นั้นไม่ได้เกิดจากการที่เริ่มเรียนรู้จากคนเก่งๆ หรือเรียนรู้จากตำรา แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้คือการเรียนรู้จากสนามจริงและนำความรู้จากตำรามาทดลองใช้แล้วเรียนรู้จากสถานการณ์จริงอีกครั้ง ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นประสบการณ์และโอกาสให้คุณประสบความสำเร็จ
เทคนิคการเทรด Forex ให้ยั่งยืนไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ โดยตามที่เรากล่าวไปข้างต้นเรื่องการฝึกฝนเทคนิค, ระบบเทรด และ ปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลให้เทรดเดอร์ได้เปรียบในตลาด และแน่นอนว่าการฝึกฝนสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดเป็นทักษะที่สามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพได้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
Swap คือ อะไร ? ( Forex )
Swap หรือ สวอป ในตลาด Forex คือ ค่าส่วนต่างที่โบรกเกอร์คำนวณจากอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินที่เราได้เปิดออเดอร์ทิ้งไว้ข้ามคืน โดยค่าสวอปของแต่ละโบรกเกอร์จะกำหนดไม่เหมือนกัน บางโบรกเกอร์ก็ไม่คิด ที่สำคัญคือ ควรหลีกเลี่ยงการถือออเดอร์ Sell ทิ้งไว้ในคืนวันพุธ เพราะว่า มีการยกค่า Swap ของวันเสาร์-อาทิตย์ (+วันนักขัตฤกษ์) มาคิดรวมกันล่วงหน้าไว้ในคืนวันพุธ ทำให้วันพุธเป็นวันที่มีค่า Swap เยอะที่สุด

Swap คือ
ค่า Swap (อ่านว่า สวอป) เงินค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเมื่อคุณเทรดข้ามคืน คือ ค่าผลต่างของอัตราดอกเบี้ย overnight interest บางทีก็เรียก Rollove ตามคู่เงินที่เราเทรด โดยค่า Swap มีทั้งแบบ Debit or Credit จะมีค่าทั้ง บวก (+) และ ลบ (-)
ดังนั้น Swap ก็คือ ดอกเบี้ยที่เราจะได้หรือเสียไปให้กับโบรคเกอร์ เมื่อเราทำการเปิดออเดอร์ทิ้งไว้ข้ามคืน (ช่วงตี 4 – ตี 5 ในเวลาประเทศไทย ซึ่งก็แล้วแต่เวลาของ Server ในแต่ละโบรกเกอร์) ดังนั้น หากคุณไม่ต้องการให้มีค่า Swap ที่เป็นลบเกิดขึ้นกับคุณ ให้พึงระวังในการเปิดออเดอร์ข้ามคืน โดยเฉพาะการเปิดออเดอร์ที่มีเป็นจำนวนหลายๆสัญญา เป็นต้น หรือหลีกเลี่ยงโบรกเกอร์ หรือบัญชีที่คิดค่า Swap ชนิดเป็นลบแบบโหดๆ ครับ
ข้อดีของ Swap
ข้อเสียของ Swap
Swap กับการเทรด Forex
สุดท้ายเลยคือ ค่า Swap กับการเทรด อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ค่า Swap นั้นถือเป็นค่าที่เป็นดอกเบี้ยที่เพิ่มหรือลดเข้ามาในบัญชี จนคุณนั้นอาจตกใจว่ามันคือเงินอะไรหรือว่ามันคือค่าของอะไรกันแน่ ดังนั้น หัวใจที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือ การอย่าถือเงินข้ามวันนั้นเอง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
Margin call คือ อะไร ?
Margin ในทางตลาด Forex นั้น หมายถึงเงินทุน ที่อยู่ในบัญชีของเรา ที่สามารถใช้ซื้อ-ขายหุ้นได้ และมีสิทธิพิเศษมากกว่า การใช้เงินสดในการลงทุน สำหรับบทนี้ เราขอแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับ Margin อีก1บท ที่จะทำให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนในตลาด Forex มากขึ้น เราจะพานักอ่านทุกท่านไปรู้จักกับ Margin call ที่มีบทบาทสำคัญในตลาดการลงทุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่คุณต้องทำความเข้าใจ ก่อนที่จะเริ่มทำการลงทุน
Margin call หมายถึงอะไร
Margin Call คือ สถานการณ์ทางบัญชีเทรดของคุณ ที่มีมูลค่ารวมต่ำกว่าที่ระดับ Forex โบรกเกอร์ กำหนด และต้องการเตือนให้ฝากเงินเพิ่มหรือปิดทุกออเดอร์ให้หมด หากนักเทรด Forex ยังนิ่งเฉย ทางโบรกเกอร์ก็จะทำการปิดทุกออร์เดอร์หรือ Position ที่ถืออยู่ทั้งหมด ในบัญชีเทรดของคุณโดยอัตโนมัติ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Margin Closeout ดังนั้นคำตอบที่ง่ายที่สุดสำหรับคำถามที่ว่า “มาร์จิ้นคอล คืออะไร?” ก็คือการที่โบรกเกอร์ต้องการให้คุณเพิ่มเงินในบัญชีหากคุณอยากจะเทรดต่อนั่นเอง
Margin call จะเกิดขึ้นเมื่อใด
ในหมู่นักลงทุนมาร์จิ้นคอลไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เว้นแต่นักลงทุนบางคนปล่อยให้ Margin ในบัญชีของตัวเองลดน้อยลง จนเกิดเป็น Margin Call เพราะหากยอดเงินในบัญชีของคุณเหลือน้อย ทางโบรกเกอร์จะใช้ Margin call ในการแจ้งคุณ เพื่อให้คุณดำเนินการแก้ไขกับบัญชีนั่นเอง การเทรดที่ดีไม่ควรมี Margin Call เกิดขึ้น เพราะมันแสดงถึงความไร้ระเบียบ ไร้การวางแผน ขาดการป้องกันความเสี่ยงในการเทรด
ความสำคัญของ Margin Call
Margin call เป็นเสมือนสัญญาณเตือน สำหรับนักลงทุน ว่าตอนนี้สถานะทางบัญชีเทรดของคุณ อยู่ในระดับต่ำ และต้องรีบดำเนินการในทันที ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงินหรือการปิดออร์เดอร์ที่คุณเทรดอยู่ก็ตาม Margin call เป็นการแจ้งเตือนว่าเราควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในตลาด Forex เพื่อให้เทรดเดอร์เกิดความเสียหายในการลงทุนน้อยที่สุด
จุดเด่นของ Margin call
หากกล่าวถึงจุดเด่นของ Margin call แล้ว แน่นอนว่าต้องเป็นการแจ้งเตือนข้อมูลข่าวสารให้กับนักลงทุน ผู้เป็นเจ้าของบัญชี เพื่อบอกกว่า ตอนนี้สถานะทางบัญชีเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะแจ้งเตือนเมื่อยอด Marginในบัญชี ต่ำกว่าที่ทางโบรกเกอร์กำหนด จึงทำให้เป็นจุดเด่นในการแจ้งเตือน เพื่อแก้ไข และไม่ให้เกิดความเสียหายกับการลงทุนมากนัก
การเทรดที่ดีไม่ควรมี Margin Call เกิดขึ้น เพราะมันหมายความถึงการเทรดที่ไร้ระบบระเบียบ แบบแผน การขาดการป้องกันความเสี่ยงของการเทรด สิ่งที่คุณควรทำเกี่ยวกับเรื่องของ Margin Call คือ หยุดคิดและ หยุดการเทรด หันกลับมาทบทวนถึงความรู้ในการเทรดที่คุณมี และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเทรด การเทรดอย่างมีระบบ การเทรดอย่างมีแผนการเสียใหม่ การโดน Margin Call ในตลาด Forex นั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เนื่องจาก ตลาด Forex เป็นตลาดที่มี Leverage ที่สูง ทำให้การเกิด Margin Call นั้นเกิดได้ง่ายกว่า เนื่องจาก การใช้ Lot ที่สูง ทำให้ระยะการวิ่งของพอร์ทลงทุนนั้นมีระยะทางที่สั้นลงตามไปด้วย
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
สเปรด(Spread) คืออะไร?
สเปรด (Spread) คือ ความแตกต่างระหว่างราคาขาย (Bid) และราคาซื้อ (Ask) ของสกุลเงิน สินทรัพย์ หลักทรัพย์ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นคำที่ใช้กันทั่ว ๆ ไป ในอุตสาหกรรมการเงิน
สเปรด(Spread) คืออะไร หมายถึง การคิดค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมในการเทรดที่โบรกเกอร์คิดจากเทรดเดอร์ นั่นเอง จะเป็นส่วนต่างของราคา Bid Price กับ Ask Price ซึ่งเมื่อคุณเปิด Order ทุกครั้ง ไม่ว่าคุณจะเทรดคู่เงินตัวไหน ก็จะติดลบทันที ให้ลองนึกถึงราคาซื้อขายของร้านทอง ที่ราคารับซื้อจะถูกกว่าราคาขายออกเสมอ
Spread คืออะไร (สเปรด คืออะไร) ลองดูภาพประกอบด้านบนนี้ เพื่อให้เข้าใจในความหมายของคำว่า “สเปรด” มากขึ้นอย่างรวดเร็ว จะเห็นว่าระหว่างราคา Bid (1.15280) กับ Ask (1.15290) ต่างกันอยู่ 10 นั่นคือค่าสเปรดนั่นเอง ( 10 Point / 1.0 Pips )
ประเภทของ Spread ในตลาด Forex
สเปรดคงที่ (Fixed)
สเปรดคงที่ หมายความว่า จำนวนสเปรดจะไม่เปลี่ยนแปลงตามความผันผวนและการแปรปรวนของตลาด Forex ไม่ว่าสภาพตลาดจะเป็นอย่างไร
สเปรดแปรผัน (Variable)
สเปรดแปรผัน หรือ สเปรดลอยตัว คือ ราคา bid และ ask ของคู่สกุลเงินนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามความผันผวนและการแปรปรวนของตลาด Forex
Spread มีความสำคัญ หรือไม่?
โดยทั่วไปแล้ว Spread ยิ่งน้อยยิ่งดี เพราะการเทรดแต่ละครั้งเราจะได้กำไรมากขึ้น
สรุป Spread คืออะไร (สเปรด คืออะไร)
Spread คือ ส่วนต่างของราคา Bid Price กับ Ask Price ซึ่งเมื่อคุณเปิด Order ทุกครั้ง ไม่ว่าคุณจะเทรดคู่เงินตัวไหน ก็จะติดลบทันที หากจะให้เข้าใจง่ายๆ ให้คุณลองนึกถึงพวกร้านทองคำ ตามตลาดหรือในห้างสรรพสินค้าต่างๆ คุณจะสังเกตเห็นป้ายหน้าร้านที่เขียนว่า ขาย 25,000 บาท รับซื้อ 24,500 บาท ซึ่งหมายความว่า
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
Forex มีคู่เงินกี่ประเภท?
การเทรด Forex คือการซื้อสกุลเงินหนึ่งและขายอีกสกุลเงินหนึ่งไปพร้อมๆ กัน นั่นหมายถึงเมื่อทำการเทรดในตลาด Forex คุณต้องเทรดเป็นคู่เงิน เช่น การเทรด EUR/USD (ยูโรกับดอลล่าร์สหรัฐ) คู่เงินที่มีอยู่มากถึงหลายร้อยคู่ แต่ไม่ใช่ทุกคู่ก็สามารถเทรดในตลาด Forex ได้ ปัจจุบันคู่เงินที่ได้การยอมรับมี 180 คู่ โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกเป็นหลักๆ 3 ประเภทหลัก
3 ประเภทหลักของคู่เงิน FOREX
ประเภทหลักๆ ของคู่เงิน Forex ประกอบด้วย คู่เงินหลัก(Major Currency Pairs) คู่เงินรอง(Cross Currency Pairs) และ คู่เงินเกิดใหม่(Exotic Currency Pairs)
1. คู่เงินหลัก(Major Currency Pairs)
สกุลเงินหลักมีอยู่ 8 สกุล(Major Currencies) คือ ดอลลาร์สหรัฐ (USD), ยูโร (EUR), เยน(JPY), ปอนด์ (GBP), ฟรังค์สวิส(CHF), ดอลลาร์ออสเตรเลีย(AUD), ดอลลาร์นิวซีแลนด์(NZD) และดอลลาร์แคนาดา(CAD)
คู่เงินหลักหลัก(Major Currency Pairs) คือคู่เงินที่จับคู่ระหว่างเงินสกุลดอลล่าร์และอีกสกุลเงินหลักและมีการซื้อขายมากที่สุด คู่เงินหลักมีอยู่ทั้งหมด 7 คู่
คู่เงินหลัก(Major Currency Pairs) เป็นคู่เงินที่ได้รับความนิยมจากนักเทรดทั่วโลกและมีสภาพคล่องมากที่สุด ราคาของคู่เงินหลักจะมีการเคลื่อนไหวบ่อยกว่าคู่เงินอื่น ทำให้โอกาสในการเทรดมากขึ้น การเทรดคู่เงินหลักจึงเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่
มาดูกันมีคู่อะไรบ้าง
2.คู่เงินรอง(Cross Currency Pairs หรือ Minor Currency Pairs)
เป็นคู่เงินหลักที่ไม่ได้จับคู่กับดอลลาร์สหรัฐ แต่จับกับสกุลเงินหลักอื่นๆ แม้ว่าจะไม่มีการซื้อขายมากเท่าคู่เงินหลัก แต่ก็ยังคงมีสภาพคล่องที่ดีพอและได้เปิดโอกาสในการเทรดมากมาย
คู่เงินรองที่มีการซื้อขายกันมากที่สุดคือยูโร (EUR), เยน(JPY) และปอนด์ (GBP)
3.คู่เงินเกิดใหม่(Exotic Currency Pairs)
คู่เงินเกิดใหม่เป็นคู่เงินที่จับคู่ระหว่างสกุลเงินหลัก (USD) กับสกุลเงินประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต เช่น บราซิล แม็กซิโก ตุรกี หรือ ฮังการี
คู่เงินอื่นๆที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคู่เงินอื่นๆที่น่าสนใจเหมือนกัน เช่น The Scandies, CEE, และ BRIICS
สกุลเงิน The Scandies เป็นสกุลเงินแถบประเทศสแกนดิเนเวีย กล่าวคือ เดนมาร์ก นอร์เวย์ และ สวีเดน
ส่วน CEE เป็นสกุลเงินแถบประเทศบริเวณยุโรปตะวันตะวันออก และยุโรปกลาง เช่น อัลบาเนีย บัลกาเลีย โครเอเทีย เชค รีพับบลิค เเละอื่นๆ
สกุลเงิน BRIICS เป็นกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบด้วย บลาซิล รัซเซีย อินโดนีเซีย จีน และ แอฟริกาใต้
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
บัญชี cent (เซ็นต์) คือ อะไร ? forex
การเปิดบัญชี Forex นั้น เราสามารถเปิดบัญชีได้หลายแบบ และมีรูปแบบบัญชีหลายประเภทให้เราได้เลือกมากมาย ซึ่งการเลือกใช้บัญชีแต่ละประเภท รวมทั้งลักษณะของบัญชีที่เปิดนั้นจะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ซึ่ง ทำให้มันส่งผลต่อกระบวนการเทรดที่แตกต่างกันออกไป สำหรับบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับบัญชี Forex ประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นบัญชีที่ได้รับความนิยมอีกบัญชีหนึ่งเนื่องจาก เป็นบัญชีขนาดเล็กและทำให้ทุกคน โดยเฉพาะมือใหม่สามารถเข้าถึง การเปิดบัญชี cent (เซ็นต์) ที่ว่านี้ซึ่งก็ถือว่าเป็นบัญชีที่ออกแบบมาให้เหมาะสมต่อนักเทรด forex มือใหม่ทุกคน
บัญชี cent (เซ็นต์)คืออะไร
บัญชี Cent (เซ็น) หมายถึง บัญชีที่มีหน่วยการเทรดที่เล็กที่สุด โดยปกติมักจะใช้หน่วย 1 cent ในการเทรด แทนที่จะเป็น 1 เหรียญ ขนาดของ 1 เซ็นต์ มีขนาดเล็กขนาดไหน ก็สามารถตีความได้ง่าย ๆ คือ 100 เซ็นต์ เท่ากับ 1 USD ขณะที่ถ้าเป็นเงินยูโร 100 เซ็นยูโร ก็เท่ากับ 1 ยูโร ถ้าเทียบเป็นเงินบาทไทย ก็เท่ากับ 1 สตางค์ ก็ว่าได้
ด้วยลักษณะที่กล่าวมาของบัญชี Cent ทำให้การเทรดบัญชี Cent นั้นเป็นบัญชีที่มีความเหมาะสมกับการทดลองเทรด การฝึกเทรดเป็นอย่างมาก ด้วยเงินขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไป และทุกคนไม่ว่าจะมีเงินขนาดไหนก็สามารถฝึกได้ ซึ่งการเรียนรู้กับเงินจริงก็สามารถทำให้เราเรียนรู้ได้ไวกว่าการฝึกเทรดด้วย Demo เป็นไหน ๆ ดังนั้น การเทรดด้วยบัญชี Cent จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในบ้านเรา เพราะว่าบ้านเราก็ถือว่ามีค่าเงินที่มีขนาดเล็ก ทำให้บัญชี Cent ตอบโจทย์เทรดเดอร์หน้าใหม่ในประเทศไทยมาก
ลักษณะเด่นของบัญชี Cent
– ใช้จำนวนเงินในการเทรดต่อ Lot ที่ไม่สูงนัก โดยมากแล้วจะใช้ไม่เกิน 10 เหรียญ
– สามารถทำกำไรได้เช่นเดียวกับบัญชีประเภทอื่นๆ อาทิ บัญชี Mini เป็นต้น
– โอกาสที่จะล้างพอร์ตต่ำกว่าบัญชีทุกประเภท เนื่องมาจากจำนวนเงินที่ใช้น้อยมากในการเทรด
– เหมาะสมสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเทรด forex เพื่อฝึกการใช้เครื่องมือ การทำกำไร การบริหารจัดการเงิน
– มีโบรกเกอร์หลายโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชี cent (เซ็นต์) ไว้รองรับการเทรด สามารถเปิดบัญชีได้อย่างรวดเร็ว
บัญชี cent (เซ็นต์) เหมาะสมกับใคร
ถ้าหากว่าคุณเพิ่งเริ่มต้นในการเทรด forex สิ่งที่คุณควรจะทำมากที่สุดคือ เริ่มต้นจากการเทรดบัญชี Demo เพื่อฝึกความคุ้นเคยกับโปรแกรม หลังจากนั้น สิ่งที่คุณควรจะทำต่อไปคือ การฝึกใช้บัญชี Cent เพื่อมาทำการเทรดก่อน เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว การเทรด forex จำเป็นต้องเรียนรู้ทั้งการใช้เครื่องมือ และบริหารจัดการการเงิน การฝึกในเรื่องของจิตวิทยาการลงทุน(ข้อนี้มีผลมาก) ดังนั้น จงเริ่มจากบัญชี cent (เซ็นต์) ก่อนขึ้นไปเทรดในบัญชีที่สูงกว่า นอกจากนี้ผู้เขียนยังมีข้อแนะนำในระหว่างฝึกการเทรดกับบัญชี cent (เซ็น)ดังนี้
1.พยายามเรียนรู้เครื่องมือทำตัวที่มีอยู่ เพื่อทำความคุ้นเคย
2.ทดลองรูปแบบการเทรด โดยคิดเสมือนว่า 1 cent คือ 1 เหรียญ
3.ลองทดลองการเทรดแบบ over trade แล้วดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
4.ลองทดลองเทรดโดยการใช้จำนวน Lot ที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ และสังเกตผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
5.ทดสอบการเทรดในช่วงมีข่าว ว่าคุณจะจัดการกับ Port หรือวางกลยุทธ์ในการเทรดอย่างไรในช่วงที่มีข่าว
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
รีวิว!ผลงานเทรดจากผู้ใช้จริงในกลุ่ม
ฟรี!ระบบเทรดอัตโนมัติ

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
Pip, Points คือ อะไร ? ทำความเข้าใจก่อนเริ่มต้นเทรด Forex
คำศัพท์ที่น่าสนใจคำต่อไปคือคำว่า Pip และคำว่า Point สองคำนี้เป็นคำที่ใช้เรียก หน่วยของค่าเงินซึ่งแน่นอนว่าคุณนั้นอาจยังไม่เข้าใจ หรืออาจคิดว่า ค่าสองตัวนี้น่าจะมีค่าเหมือนๆกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วค่า Pip และค่า Point มีค่าที่แตกต่างกันและมีวิธีการเรียกที่แตกต่างกันด้วย ดังนั้นเพื่อทำความเข้าใจกับสองค่านี้ เรามาศึกษาไปพร้อมๆกันนะครับ
Pip คืออะไร
คำว่า pip (Price Interest Point) หมายถึงการนับค่าจุดทศนิยมตัวสุดท้ายหรือทศนิยมตำแหน่งที่ 2 หรือ 4 ไล่ขึ้นมา เช่น สมมุติว่าราคาของคู่เงิน EUR/USD คือ 2.3453 และราคาเปลี่ยนไปที่ 2.3454 อย่างนี้เราเรียกว่า ราคาเคลื่อนไหวไป 1 pip ครับ

Point คืออะไร
คำว่า “Point” หรือจะเรียกอีกอย่างว่า “จุด” เราจะใช้นับการเคลื่อนไหวของจุดทศนิยมตำแหน่งที่ 3 หรือ 5 ไล่ขึ้นมา ซึ่งจะมีอยู่ไม่กี่คู่เงินนะครับ ยกตัวอย่างเช่น EUR/USD หรือ EUR/AUD โดยมากราคาที่ 2.34340 เปลี่ยนเป็น 2.34349 ถือว่าลักษณะแบบนี้ราคาขยับไปจำนวน 9 Point นั่นเอง ซึ่งคำว่า Point จะใช้กับทศนิยม 5 หรือ 3 ตำแหน่งนะครับ แต่ว่าเมื่อเอาเข้าจริงๆแล้ว บางทีคนเทรด forex ก็มีการเรียกสลับกันไปมาระหว่าง Pip กับ Point อยู่พอสมควรเลย

หลักการนับและอ่านค่า Pips & Point
1 Pip มีค่าเท่ากับ 10 Point เสมอ
ตัวอย่างที่ 1 คู่สกุลเงิน EURUSD ในตลาด Forex ซึ่งมี ทศนิยม 5 จุด
ตัวอย่างที่ 2 คู่สกุลเงิน USDJPY ในตลาด Forex ซึ่งมี ทศนิยม 3 จุด
ตัวอย่างที่ 3 คู่สกุลเงิน GBPUSD ในตลาด Forex ซึ่งมี ทศนิยม 5 จุด
ประโยชน์ที่เราได้รับจากการนับค่า Pip และ Point เป็น
จริงๆแล้วในแง่ของการปฏิบัติ เมื่อเราทำการเทรด forex สองค่านี้เรามักจะนำมาใช้เพื่อเรียกอธิบายความหมายของราคาคู่เงินเสียมากกว่า โดยที่ไม่ได้ลงรายละเอียดลึกลงไปที่ค่าอะไร ดังนั้นเราก็เพียงแต่ศึกษาถึงรูปแบบและวิธีการอ่านค่าไว้ เพื่อที่ว่าถ้าเราไปเจอข้อมูลในเว็บบอร์ดต่างประเทศ หรือภายในประเทศและต้องการอธิบายก็สามารถใช้คำเหล่านี้อธิบายความหมายออกมาได้
สรุป
สรุปแล้ว คำศัพท์สองคำนี้ ถือว่ามีความสำคัญพอสมควร เพราะช่วยให้เราทำความเข้าใจเรื่องของค่า pip และค่า point ได้มากยิ่งขึ้น ถ้าจะเปรียบเทียบเพิ่มอีกอย่างหนึ่งก็คือ หน่วยของค่า pip จะมีขนาดใหญ่กว่าหน่วยของค่า point 10 เท่า หรือแปลง่ายๆว่า 1 pip = 10 point แบบนี้ก็ได้ครับ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
Copy trade คืออะไร
ความหมายของคำว่า Copy trade หมายถึง การที่เราทำการลอกวิธีการเทรดของคนอื่น ไม่ว่าเขาจะเทรดแบบไหน เราก็จะทำแบบนั้น การ Copy trade นั้นจึงต้องได้รับอนุจากเจ้าของบัญชี เพราะการ Copy นั้นหมายความว่า ถ้าเขาสั่ง Buy สินทรัพย์ใด ๆ ก็ตามเราก็ต้อง Buy ด้วยและเมื่อเขา Sell สินทรัพย์ใด ๆ ก็ตามเราก็จะต้อง Sell ด้วย ดังนั้น การ Copy Trade จึงเกี่ยวข้องกับคน 2 คน คือ คนที่ให้สัญญาณ กับคนที่รับสัญญาณในการเทรด
ซึ่งด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีทำให้การ Copy Trade นั้นทำได้ไม่ยากนัก นั่นคือ เราสามารถ Copy การเทรดของคนอื่น ๆ หรือคนที่เก่งโดยผ่านการใช้งานของโปรแกรม การ Copy Trade ทำได้ง่ายถึงขนาดว่า เราไม่ต้องไปนั่งวิเคราะห์อะไรยังไงเท่าไหร่ นอกจากนี้เรายังสามารถ Copy Trader เก่ง ๆ ได้หลายคนพร้อมกันอีกด้วยนะครับ
การเลือกบุคคลที่ทำการเทรด forex ที่เปิดให้เราสามารถทำ Copy trade ได้ โดยการ Copy trade สามารถทำบนเว็บไซต์ของทางโบรกเกอร์ที่ให้บริการเรา หรืออาจเป็นการทำ Copy trade บน MT4 หรือ MT5 ก็สามารถทำได้ ซึ่งการทำ Copy trade จะเหมาะสมมากสำหรับมือใหม่ เพราะสามารถทำกำไรจากตลาด forex แล้ว แม้ว่าเราจะยังไม่ชำนาญในการเทรดก็ตาม
แนวทางการเลือก Copy trade
หลักการง่ายๆต่อไปนี้คุณสามารถนำมาใช้ในการเลือกทำ Copytrade ได้อย่างง่ายดาย และมีความปลอดภัยอย่างมาก มาดูกันครับว่าการทำ Copytrade นั้นมีแนวทางการเลือกบุคคลอย่างไร
1.ตรวจสอบประวัติก่อน
โดยปกติแล้ว เราสามารถมองเห็นประวัติการเทรดได้จากในเว็บไซตทของโบรกเกอร์ที่มีการเปิดให้บริการ Copytrade หรืออาจเป็นการเข้าไปดูที่ fxbook เป็นต้น ซึ่งสิ่งที่เราต้องดูก็เป็นเรื่องของการทำผลกำไร ความนานในการเทรด และดูจุดขาดทุนด้วยว่า มีมากน้อยแค่ไหน
การเลือก Copy จะต้องมีประวัติการเทรดเพียงพอ ขั้นต่ำสำหรับการ Copy Trade ที่ดีควรจะประมาณ 2 ปีขึ้นไป เพราะว่า 1 ปีนั้นก็ยังไม่มีข้อมูลมากพอสำหรับการรับประกันได้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จจริง ๆ
2.เลือกวงเงินให้ใกล้เคียงกัน
สิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ คุณจะต้องเลือกวงเงินที่มีความใกล้เคียงกัน และมีการเปิดคู่เงินหรือว่า Lot ที่คุณมีความถนัด อย่าเพิ่งไปเลือกคนที่จะทำ Copytrade ในคู่เงินหรือแนวทางที่คุณไม่ชำนาญ เพราะว่าในอนาคตคุณอาจพลาดได้ ดังนั้นเลือกแบบที่กล่าวมานี้ถือว่าดีที่สุดครับ
3. ดูความเสี่ยงและผลตอบแทน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความเสี่ยงและผลตอบแทนของคนที่คุณเลือก Copy ความเสี่ยงของลักษณะการลงทุนนั้นก็ไม่ควรจะเกิน 20 % ต่อปี ขณะที่ผลตอบแทนจะเท่าไหร่ก็ได้ เพราะว่า ความเสี่ยงไม่เกิน 20 % ต่อปี หมายความว่าเรายอมรับได้ว่า เงินของเราจะลดลงต่ำกว่าระดับ 80 % ต่อปี แต่ว่าต้องแลกมาด้วยผลตอบแทนที่คุ้มค่า ซึ่ง ถ้าเกิน 20 % ก็จะดีมาก แต่โดยปกติเสี่ยงไปเท่าไหร่ก็จะได้ผลตอบแทนเท่านั้นหรือน้อยกว่า ก็เพียงพอแล้ว
4. ลักษณะวิธีการเทรด
การเทรด ต้องมีลักษณะอย่างไรก็ได้ที่จะไม่ล้างพอร์ท เช่น มีการใช้ Stop loss การเทรดที่ไม่ทำการเบิ้ลลอทแบบไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งทำให้นำไปสู่การล้างพอร์ท การดูเพียงแค่ความเสี่ยงอย่างเดียวก็อาจจะนำไปสู่การล้างพอร์ทได้ ซึ่งไม่เพียงพอ วิธีการดูว่ามีจุด Stop loss หรือไม่ดูไม่ยาก โดยการดูที่ Position และดูว่าการใช้ Martingale คือ Lot คงที่หรือเปลี่ยนไปเมื่อขาดทุนหรือไม่เท่านั้นเอง
ข้อดีและข้อเสียของการเทรดเลียนแบบ (Copy trade)
ก่อนเริ่มการเทรดเลียนแบบ จำเป็นต้องทราบข้อดีและข้อเสียของรูปแบบการเทรดนี้เสียก่อน

ข้อดีของการเทรดเลียนแบบ (Copy trade)
1. กระจายพอร์ตการลงทุนของคุณด้วยสินทรัพย์ที่คุณไม่ค่อยเชี่ยวชาญ
ไม่น่าเป็นไปได้ที่เทรดเดอร์จะมีความรู้ขั้นสูงในสินทรัพย์ทุกประเภท เทรดเดอร์บางท่านอาจเก่งในการเทรดหุ้น ในขณะที่เทรดเดอร์ท่านอื่นอาจเข้าใจเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลได้ดีกว่า ตัวอย่างเช่น หากคุณไม่ต้องการพลาดการเติบโตของตลาดในสกุลเงินดิจิทัล แต่ไม่เข้าใจสินทรัพย์ว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นคุณสามารถเลือกการเทรดเลียนแบบได้
การทำตามผู้เชี่ยวชาญตลาดสกุลเงินดิจิทัล นอกจากจะช่วยเรื่องกิจกรรมการเทรดแล้ว ยังช่วยกระจายพอร์ตการลงทุนของคุณได้ ดังนั้น การเทรดเลียนแบบจึงอนุญาตให้คุณเข้าถึงตลาดที่หลากหลายโดยไม่ต้องค้นคว้าหรือวิเคราะห์เครื่องมือที่อยู่นอกพื้นที่ของคุณ
2. Investing Without Experience การลงทุนโดยปราศจากประสบการณ์
ตัวอย่างเช่น ในตลาดฟอเร็กซ์ เทรดเดอร์ประมาณ 70–80% มักขาดทุน สถิติบอกให้เห็นว่า ผู้ที่ขาดทุนมักจะเป็นมือใหม่ที่ต้องการทำกำไรได้ในเวลาอันรวดเร็ว
การวิจัยแสดงให้เห็นว่า คนเราจะใช้เวลาประมาณ 5 ปีหรือมากกว่าในการเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดนั้น ๆ แต่ถ้าคุณไม่อยากรอคอยนานขนาดนั้น? การเทรดเลียนแบบจึงได้นำเสนอการแก้ปัญหาสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ที่ต้องการรับข้อได้เปรียบของตลาดทางการเงินในขณะที่กำลังเรียนรู้ด้านการเทรด โดยคุณจะสามารถลงทุนผ่านเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ได้
เมื่อคุณพร้อมสำหรับการเทรดด้วยตัวเอง คุณสามารถเริ่มเทรดโดยไม่ต้องรับความช่วยเหลือใด ๆ ดังนั้นทำไมจะไม่ลองเริ่มใช้บริการการเทรดเลียนแบบของคุณเองเลยล่ะ!
3. พัฒนาประสิทธิภาพของคุณ
ไม่ใช่เทรดเดอร์ทุกท่านที่จะมีความเชี่ยวชาญในระดับเดียวกัน การเทรดเลียนแบบสามารถเป็นประโยชน์ให้คุณกระจายความเสี่ยงการลงทุนได้ แม้ว่าคุณจะเริ่มการเทรดด้วยตนเองไปแล้วก็ตาม ในระหว่างช่วงเวลาที่คุณประสบกับการขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่อง (drawdown) ต้นทุนการเทรดเลียนแบบอาจช่วยบรรเทาการขาดทุนของคุณได้
มาดูกรณีของเทรดเดอร์ที่สร้างผลตอบแทน 5% ต่อเดือนจากการเทรดด้วยตนเอง แต่ต้องการที่จะทำกำไรเพิ่มขึ้นในขณะที่ลดความเสี่ยงด้วย เทรดเดอร์ท่านนี้สามารถเพิ่มรายได้ต่อเดือนให้ตัวเองโดยการหาบริการการเทรดเลียนแบบที่เชื่อถือได้ซึ่งมีผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อเดือน

ข้อเสียของการเทรดเลียนแบบ (Copy trade)
แม้ว่าการเทรดเลียนแบบเป็นเหมือนการแก้ปัญหาที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักลงทุน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีข้อเสียใด ๆ ข้อเสียหลักของการเทรดเลียนแบบคือคุณไม่ต้องควบคุมกิจกรรมการเทรดทั้งหมดด้วยตนเอง แม้ว่าแพลตฟอร์มการเทรดเลียนแบบมีเครื่องมือการจัดการความเสี่ยงให้คุณก็ตาม ในขณะที่อาจจะสามารถปรับจำนวนเปอร์เซ็นต์การขาดทุนสะสม (drawdown) ได้ หากแต่ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใด ๆ ที่เทรดเดอร์ที่คุณติดตามใช้งานอยู่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ประสิทธิภาพที่ผ่านมาของผู้ให้บริการสัญญาณ แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่ได้รับประกันความสำเร็จเมื่อคุณติดตาม
สรุป
สรุปแล้วการเลือก Copy trade ก็ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการทำกำไรจากการเทรด forex ของคุณ โดยที่มีความเสี่ยงคือ หากบุคคลที่เราทำการ Copy trade นั้นเกิดการเทรดที่ผิดพลาด นั่นหมายความว่า เราก็จะได้รับความผิดพลาดไปด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นโปรดระวังอย่าให้เกิด Copy trade กับคนเทรด forex ที่ไม่ดีครับ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เราต้องศึกษาเกี่ยวกับการ Copy Trade คือ เครื่องมือในการ Copy และตัวชี้วัดผลงานของเทรดเดอร์ ว่าเทรดเดอร์แต่ละคนมีจุดดีจุดด้อยอย่างไรในการเทรด และเราจะสามารถใช้จุดเด่นในสถานการณ์ไหน เราจะสามารถเป็นนัก Copy ที่ดีได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงมากนัก และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุนมากกว่าครับ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3 กุญแจสำคัญในการ Trade Forex คือ อะไร ?
มิถุนายน 6, 20223 กุญแจสำคัญในการ Trade Forex คือ อะไร ?
การเทรด Forex ก็เปรียบเสมือนการทำธุรกิจ ถ้าธุรกิจเรานั้นได้รับการจัดการที่ดีอยู่ตลอดเวลาก็ทำจะให้ธุรกิจนั้นดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เทรดก็เช่นเดียวกัน หากจะประสบความสำเร็จในตลาด Forex แห่งนี้ เทรดเดอร์ Forex ก็ควรเตรียมตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ มีการจัดการตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพอยู่ตลอด เพื่อที่จะสามารถเดินไปสู่เส้นทางที่เรียกว่าความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน โดยกุญแจสำคัญที่เทรดเดอร์จะเป็นต้องศึกษา หรือต้องมีอยู่โดยเป็นนิสัย ได้แก่
1: มีความรับผิดชอบ เทรดเดอร์จะประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ได้ อย่างแรกที่ต้องมีเลยคือ มีความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นต่อการเทรดทุกครั้ง ต้องเข้าใจว่าทุกครั้งที่จะกด ซื้อ หรือ ขาย นั้นมันมาจากตัวเราเองทั้งสิ้น อย่าไปโทษคนอื่น เราตัดสินใจเอง เราต้องรับผิดชอบกับความจริงที่เกิดขึ้นในอนาคต ถ้าผิดพลาดต้องยอมรับ และปรับปรุงแก้ไขในส่วนนั้น ไม่ละเลิก ไม่โทษคนอื่นโดยเด็ดขาด
2: รับรู้ว่ารู้สึกอะไร เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเปิดสถานะ เราจะเริ่มมีอารมณ์ร่วมกับการเคลื่อนไหวของราคา หรือของตลาด ถ้ามาถูกทางแล้วเราจะรู้สึกดีกับมัน แต่ถ้าผิดทางเราจะเริ่มกลัว กังวล เครียด และอื่นๆอีกมากมาย จนกระทั่งเสียการควมคุมตัวเองไปเลยทีเดียว ซึ่งเทรดเดอร์ควรรู้ตัวเองว่า ณ ตอนนั้นอารมณ์เราเป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะได้นำไปแก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้นได้
3: โฟกัสที่กระบวนการ และเลิกคาดหวัง เทรดเดอร์มืออาชีพทุกคนจะสนใจ “ความเสี่ยง” มากกว่า “ผลตอบแทน” เนื่องจาก ความเสี่ยง นั้นเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ควบคุมได้ ทั้งวิธีการเทรด , ขนาดออเดอร์ , จุดตัดขาดทุน และ อื่นๆ แต่ ผลตอบแทน นั้นเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ควบคุมไม่ได้ มันมีจากตลาด ซึ่งตลาดเราไม่มีทางคาดเดาได้เลย เราไม่รู้หรอกว่าเดือนนี้เราจะได้กำไรกี่ % ตลาดจะเป็นคนให้เรามาเอง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4 ประเภทของนักเทรด คุณเป็นนักเทรดแบบไหน?
มิถุนายน 3, 2022……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
Stop Order คืออะไร
คำแรกที่เราจะต้องทำความเข้าใจคือ คำว่า Stop Order คำนี้นั้น โดยรวมจะมีความหมายถึง การตั้ง Buy Stop Order เพื่อให้มีราคาที่สูงกว่าราคาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กับการเลือก Sell Stop order เพื่อให้มีราคาของสัญญาต่ำกว่าราคาในปัจจุบัน เทคนิคการทำ Stop Order นิยมมากที่สุดคือใช้เทรดตามที่กราฟกำลังรับกับข่าว หรือว่ามีข่าวกำลังจะเกิดขึ้น
Buy Stop Order คืออะไร
ความหมายของคำว่า Buy Stop Order คือการตั้งราคาซื้อให้มีราคาที่สูงเกินกว่าราคาปัจจุบัน เช่นๆ เราเทรดค่าเงิน EUR/USD ปรากฏว่าราคาปัจจุบันคือ 1.23456 การทำ Buy Stop Order ราคาจะตั้งล่วงหน้าในตำแหน่งที่สูงขึ้นคือ 1.32000 ถ้ากราฟวิ่งมาถึงราคานั้นก็จะเปิดสัญญา Buy ทันที ทำให้เราได้กำไรต่อเนื่องไปเรื่อยๆทันทีครับ
Sell Stop Order คืออะไร
ความหมายของคำว่า Sell Stop Order คือการตั้งราคาขายให้มีราคาต่ำกว่าราคาที่เป็นราคาปัจจุบัน เช่นตัวอย่างเดียวกันกับข้างต้นครับ เช่นๆ เราเทรดค่าเงิน EUR/USD ปรากฏว่าราคาปัจจุบันคือ 1.23456 การทำ Sell Stop Order ที่ 1.22000 แบบนี้ถ้ากราฟวิ่งลงมาถึงราคาของเรา ก็จะทำการเปิดสัญญา Sell ทันที ทำให้เรามีกำไรในส่วนของขาลงทันทีนั่นเอง
ประโยชน์ของการใช้ค่า เหล่านี้
1.ใช้เมื่อเรารู้ว่ากำลังจะเกิดข่าวขึ้นภายในเวลาไม่นาน ปกติเมื่อเกิดข่าวขึ้นมา กราฟจะมีการสวิงตัวที่แรงมากๆ ส่งผลให้เรานั้นไม่สามารถเข้าเทรดได้ทันเวลาแต่การทำ Stop Order จะช่วยให้เราสามารถเข้าเทรดได้ทันอย่างแน่นอน
2.ช่วยประหยัดเวลาในการเฝ้าหน้าจอ ข้อนี้ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน หากคุณสามารถคำนวณได้แล้วว่า ระยะเวลาที่การเคลื่อนไหวของกราฟนั้นจะเป็นไปในทิศทางใดและรูปแบบใด คุณก็สามารถที่จะประหยัดเวลาในการเฝ้าหน้าจอได้เพราะตั้งค่ากราฟรอไว้เลยนั่นเอง
คำศัพท์เหล่านี้จะเกี่ยวพันกับเทคนิคในการตั้งราคาซื้อขายกันไว้ล่วงหน้า ทำให้เมื่อราคาวิ่งมาจนถึงตำแหน่งที่เราต้องการ เราก็จะสามารถเปิดสัญญาได้อย่างทันท่วงที เพราะบางครั้งนั้นระยะเวลาในการขยับของกราฟเข้ามาที่เส้นอาจใช้เวลาเร็วกว่าที่คิดมาก ทำให้เปิดออเดอร์ไม่ทันได้
สรุป
การเทรด Forex ต้องเรียนรู้พื้นฐานให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเครื่องมือสำคัญ ตัวอย่างของ Stop Order เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้เครื่องมือเพื่อลดภาระของการเทรด Stop Order จะช่วยให้ชีวิตการเทรดของเราง่ายขึ้น
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ข้อดีของอาชีพการเทรด Forex
ข้อดีของ การเทรด Forex เป็นอาชีพ หากจะพูดถึง Forex หลายๆคนอาจจะคิดว่ามันเป็นการลงทุนที่ดี ซึ่งหากเราจะทำมันเป็นงานอดิเรกก็ถือว่าคุ้ม เพราะเราใช้เวลากับการเทรดไปก็ได้กำไรกลับคืนมา ดีกว่าเอาเวลาไปเสียทิ้งกับสิ่งที่ทำให้เรายิ่งเสียเงินเยอะขึ้น แต่จริงๆแล้วการเทรด Forex นั้น ไม่ได้เหมาะกับการเทรดแบบเป็นงานอดิเรกอย่างเดียว เพราะมีนักลงทุนหลายคนที่ต่างสามารถเทรด Forex จนกลายเป็นการลงทุนหรือเป็นอาชีพได้เลยนั่นเอง
ซึ่งนักเทรดเหล่านั้นต่างสามารถทำกำไรจากตลาด Forex ได้มากมายจนนับไม่ถ้วน ซึ่งการที่จะสามารถก้าวไปสู่จุดนั้นได้ ตัวนักเทรดเองจำเป็นจะต้องมีวินัยอยู่ไม่น้อย รวมไปถึงความรู้และความเข้าใจที่ดี จึงจะสามารถทำเช่นนั้นได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยากอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถทำได้ ถ้าหากว่าคุณมีทุน และตั้งใจศึกษา Forex ตั้งใจเทรดและฝึกฝนอยู่บ่อยๆผมรับรองเลยว่าในไม่ช้าคุณจะสามารถเทรด Forex เป็นอาชีพได้นั่นเอง ซึ่งในวันนี้ผมจะมาพูดถึงข้อดีของการเทรด Forex เป็นอาชีพว่ามันมีอะไรดี ดีอย่างไร นั่นเอง …..
โดยหลักๆมีอยู่ด้วยกัน 6 ข้อดังต่อไปนี้
1. อิสระด้านเวลา
สำหรับข้อดีข้อแรกในการทำอาชีพเป็นนักเทรด Forex ก็คือ มีอิสระด้านเวลา หากคุณทำงานประจำหรือสังเกตผู้คนที่เขาทำงานประจำกัน แน่นอนเลยเรื่องของเวลาในการทำงานต้องอยู่ราวๆ 6-7 ชั่วโมงไม่รวมชั่วโมงพิเศษ ซึ่งมันดูเหมือนว่าเวลาครึ่งวันได้หายไปกับการทำงานประจำ ส่วนอีกครึ่งวันก็คือการกลับมานอน แต่ถ้าหากว่าคุณผันตัวมาทำอาชีพเป็นนักเทรด Forex สิ่งที่คุณจะได้อันดับแรกเลยก็คือเรื่องของเวลา แน่นอนว่าการเทรด Forex ไม่ใช้เวลามากมาย เพียงแค่คุณนั่งวิเคราะห์สัก 1 ชั่วโมง ทั้งวันคุณก็สามารถทำกำไรได้แล้วนั่นเอง
2. ไม่มีใครมาจี้ดุด่า
สำหรับข้อดีข้อสองในการทำอาชีพเป็นนักเทรด Forex ก็คือ ไม่มีใครมาจู้จี้ดุด่าคุณ ทั้งนี้นั้นต้องบอกก่อนเลยว่าในการทำงานประจำบางสายงานส่วนใหญ่จะต้องมีหัวหน้าคอยคุมงาน หรือไม่ก็มีผู้คนที่ต้องมาคุมงานคุณ บ่อยครั้งที่คุณจะต้องเจอการจู้จี้ การบ่นการด่าจากหัวหน้างานหรือคนคุมงานเหล่านั้นจนน่าเบื่อ แต่ถ้าหากว่าคุณทำอาชีพเป็นนักเทรดแล้วล่ะก็ มันจะไม่มีใครมาดุด่า จู้จี้หรือมาตามงานคุณได้ เพราะการเทรด Forex ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจจากคุณคนเดียวนั่นเอง
3. ทุกที่บนโลกทำงานได้
สำหรับข้อดีข้อสามในการทำอาชีพเป็นนักเทรด Forex ก็คือ ทุกที่บนโลกเราสามารถทำงานได้หมด ถ้าหากว่าคุณเป็นพนักงานออฟฟิศ สถานที่ทำงานของคุณก็จะต้องอยู่แต่ออฟฟิศที่เดิม แต่ใน Forex ไม่ใช่เช่นนั้น การเทรด Forex เป็นการทำงานหรือการลงทุนในโปรแกรมเทรดผ่านโบรกเกอร์ นั่นหมายความว่าต่อให้คุณจะอยู่ที่ไหนคุณจะสามารถเทรด Forex ได้นั่นเอง
4. ทำไปด้วยผ่อนคลายไปด้วย
สำหรับข้อดีข้อสี่ในการทำอาชีพเป็นนักเทรด Forex ก็คือ ทำไปด้วยผ่อนคลายไปด้วย จากที่ได้กล่าวไปในข้อ 3 ว่า Forex ไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่ และการเทรด Forex ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่เราเพียงคนเดียว ดังนั้นถ้าหากว่าคุณเครียดจากการเทรด ก็ไม่ต้องกังวลเพราะคุณก็สามารถผ่อนคลายได้ด้วยตัวเอง อาจจะเทรด Forex ไปฟังเพลงไปก็ไม่มีใครห้ามคุณ
5. มีสังคม Forex รออยู่ไม่ต้องกลัวเหงา
สำหรับข้อดีข้อห้าในการทำอาชีพเป็นนักเทรด Forex ก็คือ มีสังคมรออยู่ไม่ต้องกลัวเหงา เพราะ Forex เป็นตลาดการลงทุนขนาดใหญ่ ถ้าหากว่าคุณอยากจะหาเพื่อนร่วมงานตามกลุ่มออนไลน์เฟสบุ้คมีอยู่มากมายให้คุณได้พบเจอพวกเขา
6. ถ้าเทรดเก่งแล้วโอกาสกำไรก็สูง
สำหรับข้อดีข้อสุดท้ายในการทำอาชีพเป็นนักเทรด Forex ก็คือ เมื่อคุณเซียนแล้ว โอกาสในการทำกำไรก็จะสูงขึ้น หากเปรียบกับงานประจำก็เหมือนกับการเลื่อนตำแหน่งงานทำให้คุณมีเงินเดือนเยอะขึ้นแต่มันก็ต้องแลกมาด้วยผลงาน ซึ่ง Forex ก็เช่นกัน หากคุณมีประสบการณ์มาก มีเทคนิคและเชี่ยวชาญมากขึ้น คุณก็จะสามารถสร้างกำไรได้สูงขึ้นอย่างแน่นอน
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
โบรกเกอร์ Forex ที่ดีเป็นยังไง ?
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
กฎการเทรด FOREX ที่ต้องมี หากอยากประสบความสำเร็จ
มิถุนายน 2, 2022กฎการเทรด FOREX ที่ต้องมี หากอยากประสบความสำเร็จ
การเทรด forex ที่ต้องมี หากอยากประสบความสำเร็จสำหรับ forex หลายๆคนอาจเคยรู้ได้ยินคำๆนี้มา แต่อาจจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร ? จริงๆแล้ว forex ก็คือตลาดลงทุนชนิดหนึ่ง โดยที่ภายในตลาด forex จะเป็นการลงทุนในรูปแบบซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินตราชนิดต่างๆไม่ว่าจะเป็น USD EUR เป็นต้น และนอกจากสกุลเงินเหล่านี้แล้วก็ยังมีทั้งโลหะมีค่าอย่างเช่น ทองคำ ซึ่งถือว่าตลาด forex แห่งนี้มีสภาพคล่องตัวเป็นอย่างมากในแต่ละวันมีผู้คนนับแสน ๆไปลงทุนในตลาด forex แห่งนี้นั่นเอง และ forex ก็ถือได้ว่าเป็นตลาดการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ซึ่งต้องบอกเลยว่ากำไรจากการเทรด forex นั้นค่อนข้างสูงทีเดียว หลายต่อคนก็พยายามที่จะเข้าไปทำกำไรจากตลาด forex แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย แต่ช้าก่อน !!
จริงๆแล้วตลาด forex แห่งนี้มีความน่ากลัวซ่อนอยู่ เพราะตลาด forex เป็นตลาดการลงทุนที่มีความผันผวนที่สุดในโลก ถ้าหากว่าคุณเทรด forex แบบสุ่มสี่สุ่มห้า รับรองเลยว่าขาดทุนหมดพอร์คได้อย่างแน่นอน ซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดคุยเกี่ยวกับกฎการเทรด forex ที่จะช่วยทำให้คุณอยู่รอดบนตลาดแห่งนี้ซึ่งมีด้วยการ 5 ข้อดังนี้
1. ห้ามหยุดเรียนรู้
กฎข้อแรกของการเทรด forex ที่เราจะมาทำความเข้าใจกันในครั้งนี้ ก็คือเรื่องของการเรียนรู้สิ่งต้องห้ามในการเทรด forex ที่คุณไม่ควรทำ ถ้าหากอยากจะเทรด forex ให้ได้กำไรนั่นก็คือ ห้ามหยุดเรียนรู้ เพราะใน forex นอกจากเงินจะเป็นต้นทุนสำคัญแล้ว ความรู้ก็เป็นทุนที่สำคัญเช่นเดียวกัน หากใครมีความรู้เยอะก็สามารถทำกำไรจากการเทรดได้มากกว่าและง่ายกว่านั้นเอง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
Trader คืออะไร
ในพจนานุกรม อังกฤษ-ไทยนั้น คำว่า Trader แปลว่า ผู้ที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเงิน แต่ในความหมายของทางการเงิน Trader จะหมายถึง บุคคลที่ทำหน้าที่ในการซื้อ – ขายสินทรัพย์ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และรวมไปถึงตราสารอนุพันธุ์ กล่าวโดยสรุป “เทรดเดอร์ ก็คือ นักเทรด หรือคนที่ทำการเทรดนั่นเอง” นั่นเอง
Trader ทำงานอย่างไร
การ Trad นั้น เป็นอาชีพที่สามารถทำงานเกี่ยวกับการเงินได้หลายทาง เช่น สถาบันการเงิน บริษัทเอกชน หรือนักลงทุนกลุ่มบุคคลก็ได้ โดย Trader จะมีวิธีการทำงานคือ เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ซื้อ-ขายตราสารทางการเงินในตลาดหุ้น ตลาดอนุพันธุ์ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
ทำความเข้าใจ Trader กับ Forex
ในการลงทุนกับ Forex นั้น Trader จะมีหน้าที่ซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนค่าเงิน ของสกุลเงินต่างๆ เป็นผู้ที่สร้างกำไรจากการลงทุนกับ Forex ได้ โดยใช้เวลาเพียงน้อยนิด ในภาพของวงการธุรกิจนั้นการเป็น Trader Forex ที่ประสบความสำเร็จมักจะได้รับการยอมรับจากนักลงทุนว่าเป็นมืออาชีพทันที เพราะนัก Trader Forex ที่เก่งกาจมักจะเป็นคนที่สุขุม สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้เป็นอย่างดี รู้จักควบคุมความเสี่ยง รู้ความอ่อนไหวของกลไกลตลาด ตลอดจนสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม
เป็นวิชาชีพที่เหมาะกับการลงทุน
อย่างที่เราทราบกันดีแล้วว่า Trader นั้น ทำหน้าที่เกี่ยวกับอะไร และทำอะไรได้บ้าง แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้ ว่าการลงทุน สำหรับ Trader แล้ว ถือเป็นหนึ่งกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยให้การลงทุนของเราสามารถทำกำไร ตลอดจนสร้างความท้าทายแก่เทรดเดอร์ได้อย่างมากมาย
พื้นฐานของ Trader ที่จะประสบความสำเร็จ
การเป็น Traderนั้น สามารถช่วยสร้างกำไรได้ตลอดเวลาก็จริง แต่กว่าจะไปยืนบนจุดนั้นได้ กว่าจะประสบความสำเร็จแบบนั้น เราต้องผ่านอะไรอีกมากมาย จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค ที่ตรงกับกลยุทธ์การลงทุนของตัวเอง โดยจะต้องรู้จักการประเมินต้นทุน ความเสี่ยง และผลตอบแทนได้เสมอ และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดี
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
Drawdown คือ อะไร ?
Drawdown(DD.) หมายถึง % ของจำนวนเงินขาดทุนสะสมของ balance ซึ่งจะมีค่าที่ตรงกันข้ามกับการทำกำไรนั่นเอง โดยปกติแล้ว ถ้า % ของ Drawdown ไม่เกินกว่า 30% ยังถือว่า พอร์ตของคุณมีโอกาสในการกลับมาเติบโตได้ แต่ถ้าสูงกว่านี้เมื่อไหร่ มีความเสี่ยงทันที
Drawdown ช่วยอะไรเราได้บ้าง
หากคุณกำลังหา copy trade ใครสักคนหรือกำลังอยากจะซื้อ EA FOREX สักตัว แต่ไปดูรายละเอียด พบว่า DD อยู่ที่ 90% นั่นหมายความถึงความเสี่ยงที่ครั้งหนึ่งเค้ายอมถืออิเดอร์ที่ติดลบถึง 90% ถึงแม่มันจะกลับมาเป็นบวก แต่นั้นหมายถึงความเสี่ยง
สิ่งที่ทำให้คุณเกิด Drawdown
1.การเทรดโดยการขาดแผนการลงทุน forex ที่ถูกต้อง
เรื่องนี้ก็คือเรื่องของการขาดการใช้ในส่วนที่เป็นเครื่องมือนั่นเอง โดยปกติแล้วหากเป็นนักเทรดมืออาชีพ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเครื่องมือที่ช่วยให้การเทรดของคุณสามารถทำกำไรได้ แต่ถ้าไม่มีเครื่องมือ หรือเทรดแบบการพนันแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการสะสมของค่า Drawdown นั่นเอง
2.การเทรดโดยขาดการบริหารจัดการการเงินที่ดี
การขาดการบริหารจัดการการเงินที่ดี (Money management) ย่อมส่งผลคือ โอกาสในการขาดทุนสะสมและทำให้เกิดค่าที่เรียกว่าค่า Drawdown นั่นเอง ดังนั้นหากคุณไม่ต้องการให้เกิดค่าตัวนี้สูงๆ การเรียนรู้ที่จะวางแผนการเทรด forex ทุกครั้งก่อนทำการเทรดจริง น่าจะเป็นทางออกในการลดค่า % ของ Drawdown
3.การขาดหลักจิตวิทยาการลงทุน
เรื่องสุดท้ายคือ การขาดหลักการที่เรียกกันง่ายๆว่า จิตวิทยาการลงทุน หรือหากกล่าวกันตามตรงแล้ว คือการเล่นกับความโลภที่อยู่ภายในใจของเรานั่นเอง หากคุณไม่ต้องการให้ตนเองนั้นขาดทุนและเกิดค่า Drawdown เป็นจำนวนมาก จงเทรด forex อย่างมีสติ และรู้จักเรื่องของการวางแผนในการเทรด พร้อมทั้งมีกลยุทธ์ที่ดีด้วย
ประเภทของ Drawdown
Maximum Drawdown (Max DD) คือ จุดขาดทุนต่อเนื่องสูงสุด นับจากผลต่างระหว่างจุดที่ขึ้นไปสูงสุดและต่ำสุด ซึ่งเราจะใช้ค่านี้มากในการวัดประสิทธิภาพของ EA โดยตั้งเป้าไม่ควรเกิน 20 % ถ้าระบบ EA ตัวไหนที่มีค่า Max DD. สูงกว่านี้ถือว่ายังใช้ไม่ได้ครับ
เพราะ Maximum Drawdown ที่สูงๆ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นกันง่าย ๆ นะครับ ถ้าหากคุณมี Stop Loss ที่ดีพอ. บางที่ระบบมี Net Profit ที่มากน่าสนใจ และมี Absolute Drawdown ที่ไม่มากไป แต่ดันมี Maximum Drawdown เยอะ เรียกว่าบางครั้งได้กำไรเยอะก็ขาดทุนก้อนโตเยอะเหมือนกัน ซึ่งการขาดทุนก้อนโตเกินความเสี่ยงที่นักลงทุนรับไหว ก็อาจทำให้เราไม่สามารถทำตามระบบเทรดนั้นได้ตลอดเวลา
Relative Drawdown (RDD) คือ จุดขาดทุนต่อเนื่องสูงสุด ณ จุดๆ หนึ่งของ balance ค่านี้เป็นตัวบอกว่า ณ จุดๆ หนึ่งของการเทรด หรือทดสอบระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบมือ หรือ EA จะมีการขาดทุนต่อเนื่องได้กี่ % ของ balance ณ ขณะนั้น
เช่น = 20% หมายถึง จะมีช่วงใดช่วงหนึ่งที่ระบบของเราจะขาดทุนติดต่อกันถึง 20% ถ้าเราเข้าเทรดช่วงตลาดหรือระบบเกิดการ Drawdown ณ เวลานั้นเช่น ถ้ามีทุนอยู่ 1000 เหรียญ ก็อาจถูกลากพอร์ตติดลบหรือขาดทุนติดต่อกันได้ ถึง 200 เหรียญ เป็นต้น
ค่า RDD. ยิ่งมีค่าน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี ค่าที่แนะนำคือ ไม่ควรเกิน 20% และยอมรับได้ไม่เกิน 30% ถ้าเล่นหลายคู่ ไม่ควรเกินคู่ละ 10-12 % เพราะเมื่อถึงเวลาเทรดจริงๆ ถ้าติดลบมากๆ เช่น 20% แล้ว จะมีความรู้สึกไม่มั่นใจว่า ระบบที่ใช้จะยังใช้ได้ดีหรือเปล่า ตลาดกำลังจะเปลี่ยนหรือเปล่า การ recover ทุนจากการติดลบมากๆ ก็อาจจะต้องใช้เวลาหรือความพยายามมาก กว่าจะได้ทุนคืน
Absolute drawdown คือ ผลขาดทุนมากที่สุดที่เคยเกิดขึ้นนับจากต้นทุนเริ่มต้น (deposit) ตัวนี้จะช่วยบอกว่า หน้าตักที่คุณมีมันทนทานเพียงพอต่อระบบเทรดชนิดนั้นหรือไม่
เพราะระบบเทรดบางตัวอาจมี Total Net Profit ที่กำไรดี แต่มี Absolute Drawdown ที่เยอะจนหน้าตักเงินทุนเริ่มต้นเราไม่เพียงพอที่จะอยู่ทำตามระบบในระยะยาวได้
สิ่งที่เราได้รับประโยชน์จากการอ่านค่า Drawdown
1.ช่วยบอกให้รู้ว่า เราเข้าโซนอันตรายหรือยัง
สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือ ค่า Drawdown ยิ่งมี % เข้าใกล้ 100 มากเท่าไหร่ นั่นหมายถึงโอกาสที่เรากำลังจะเข้าสู่การล้างพอร์ตกำลังเดินทางมาถึงแล้วในไม่ช้า ดังนั้นอย่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวโดยเด็ดขาด คุมค่าตัว Drawdown ให้ต่ำเข้าไว้
2.ตัวเลขที่ปลอดภัยของค่านี้คืออย่าเกิน 25
ผมยอมรับว่าค่อนข้างขี้ตื่นกลัวมากไปหน่อยดังนั้นค่า Drawdown ที่ผมคิดว่าเหมาะสมมากที่สุดและปลอดภัยที่สุดสำหรับผมคือ ประมาณ 25-30% จงรักษาค่าให้อยู่ประมาณนี้แล้วผมการันตีว่า port forex ของคุณจะไม่ได้รับความเสียหายอย่างแน่นอนครับ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………









……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
PMI คืออะไร?
PMI คือ ดัชนีที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้สภาวะทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตและบริการ ย่อมาจาก Purchasing Managers’ Index หรือก็คือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ จุดมุ่งหมายของดัชนีคือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขทางธุรกิจในปัจจุบันให้กับนักวิเคราะห์, ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ, ผู้มีอำนาจตัดสินใจของบริษัท มันถูกสร้างจากห้าตัวชี้วัดหลัก เช่น ระดับสินค้าคงคลัง, การผลิต, การจัดส่งของซัพพลายเออร์, คำสั่งซื้อใหม่ และสภาพแวดล้อมการจ้างงาน
จุดประสงค์เพื่ออะไร?
เพื่อให้ข้อมูลทางด้านสภาวะทางเศรษฐกิจต่อนักลงทุน นักวิเคราะห์ ประชาชนทั่วไป
จัดทำโดยใคร?
ผู้ผลิตหลักของ PMI มี 2 ราย พวกเขาเป็นสถาบันการจัดการอุปทานที่ผลิตตัวชี้วัดสำหรับสหรัฐอเมริกาและ Markit Group ซึ่งดำเนินการในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ดังนั้นพวกเขาจึงทำแบบสำรวจรายเดือนแล้วส่งไปยังฝ่ายจัดซื้อในเกือบ 300 บริษัท ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจะเป็นผู้ตอบคำถามแต่ละข้อในแบบสำรวจ โดยจะให้การประเมิณในแต่ละข้อตามเกณฑ์เช่น “ปรับปรุง”, “ไม่เปลี่ยนแปลง”, “เสื่อมสภาพ”มีสูตรพิเศษที่กำหนดน้ำหนักให้กับแต่ละหัวข้อแล้ว x 1.0 สำหรับการปรับปรุง, x 0.5 สำหรับการไม่เปลี่ยนแปลง และ x 0 สำหรับการเสื่อมสภาพ สุดท้ายตัวเลขที่สูงกว่า 50.0 จะบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมมีการขยายตัว ส่วนตัวเลขที่ต่ำกว่านี้จะ – มีการหดตัว
ข้อดีและข้อเสียของ PMI
ข้อดี
ข้อเสีย
รายงานของภูมิภาคของสหรัฐอเมริกาจะออกมาก่อนใครและอาจมีค่าสหสัมพัทธ์สูงและทำให้การประกาศนี้ไม่ค่อยมีผล
ทำไมมันจึงมีความสำคัญมาก?
บางคนคิดว่าดัชนีนี้ไม่สำคัญนักเพราะเป็นเพียงการสำรวจความคิดเห็นของผู้จัดการ อย่างไรก็ตามมันเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนที่มองหาเบาะแสเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ พวกเขาใช้มาตรการนี้เป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตหรือการเติบโตของ GDP สิ่งสำคัญคือธนาคารกลางใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการกำหนดนโยบายการเงินไม่เพียงแต่ข้อมูล PMI ทั้งหมดเท่านั้น แต่ส่วนประกอบแต่ละตัวก็สามารถนำไปใช้ในตลาดต่างๆได้ ตัวอย่างเช่น ในตลาดตราสารหนี้เฝ้าดูการเติบโตของการส่งมอบของผู้ขายและราคาที่จ่าย เพราะตัวเลขสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อได้ดัชนีนี้มีความสำคัญไม่เพียงแต่กับภาคการผลิตเท่านั้นแต่กับเศรษฐกิจทั้งหมดด้วยเนื่องจากภาคการผลิตเป็นส่วนสำคัญของมันดังนั้นหาก PMI ลดลงในประเทศหนึ่ง นักลงทุนอาจพิจารณาลดความเสี่ยงของพวกเขาในตลาดทุนของประเทศนั้น และเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศอื่นๆที่มีค่า PMI ที่สูงขึ้น
ประโยชน์ของ EA ระบบเทรดอัตโนมัติที่เทรดเดอร์ควรรู้
EA คืออะไร
EA ย่อมาจาก Expert Advisors ซึ่งเทรดเดอร์จำนวนมากมักเรียกติดปากกันว่า “บอท” เป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาให้เทรด forex ให้โดยอัตโนมัติ ซึ่ง EA ก็มีอยู่หลายประเภทด้วยกันแล้วแต่การใช้งาน
ประโยชน์ของการใช้ EA
จริงอยู่ที่ว่า EA นั้นไม่สามารถใช้ทดแทนการตัดสินใจของเทรดเดอร์ได้ทั้งหมด แต่โปรแกรมนี้ก็สามารถช่วยลดความเครียดในการ เทรด forexลงได้ เพราะเทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและพื้นฐานมากนัก เนื่องจากการคำนวณทั้งหมดจะรวมอยู่ในโปรแกรมแล้ว อีกทั้งยังช่วยให้เทรดเดอร์มีเวลามากขึ้นในการทำงานหรือทำกิจกรรมอย่างอื่น โดยไม่ต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอเพื่อทำการ เทรด forexอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเทรดเดอร์ที่รัน EA นั้น ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเทคนิค Forex เลย ก็น่าจะเป็นการยากที่ประสบความสำเร็จได้ เพราะเทรดเดอร์รายนั้นจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้เลยนั่นเอง
เป็นความจริงว่า EA สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องหยุดพัก ในขณะที่เทรดเดอร์จำเป็นต้องพักผ่อนและมีหน้าที่ความรับผิดชอบอื่น ๆ ที่ต้องทำ ซึ่งในบางครั้งก็อาจทำให้พวกเขาพลาดช่วงเวลาในการ เทรด forexที่ดีมาก ๆ ไป ดังนั้นการใช้ EA ช่วยในการเทรดทำให้เทรดเดอร์ไม่พลาดช่วงเวลาในการซื้อขายที่เหมาะสมตลอด 24 ชั่วโมง
EA จะตัดสินใจไปตามเงื่อนไขที่เทรดเดอร์กำหนดเอาไว้ โดยไม่มีการใช้อารมณ์หรือความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ จึงช่วยลดความผิดพลาดในการเทรดลงได้มาก ในขณะที่เทรดเดอร์ซึ่งเป็นมนุษย์นั้น เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่อาจส่งผลทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย
EA สามารถตรวจสอบ และ ระบุช่วงเวลาในการซื้อขายที่เหมาะสมที่สุดและมีการตอบสนองต่อโอกาสต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ทำให้เทรดเดอร์ที่ใช้โปรแกรม EA ไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียโอกาสในการเทรด ซึ่งหากเป็นการเทรดด้วยตนเองบางครั้งการตัดสินใจและส่งคำสั่งซื้อที่ช้าไปเพียงเสี้ยววินาที ก็สามารถส่งผลถึงการขาดทุนและสูญเสียโอกาสในการเทรดที่ดีเยี่ยมไปอย่างน่าเสียดาย
EA เหมาะสมอย่างยิ่งกับเทรดเดอร์ที่ไม่ค่อยมีเวลาเทรด หรือไม่ค่อยมีเวลาติดตามการเคลื่อนไหวของตลาด หรือแม้แต่เทรดเดอร์มือใหม่ที่มีความรู้พื้นฐานอยู่บ้างแล้ว ก็สามารถทดลองใช้ EA ได้เช่นกัน ถือเป็นการฝึกฝนทักษะการใช้งาน เพื่อการ เทรด forexที่ดีขึ้น ทำกำไรได้มากขึ้นในอนาคต
5 วิธีขจัดความโลภเพื่อให้ เทรด Forex ได้อย่างไร้ความเสี่ยง
พฤษภาคม 31, 2022ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับตลาด Forex หรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ แต่อย่างใดความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดส่วนเกิดขึ้นจากภายในจิตใจของเราซึ่ง ได้แก่ ความโลภ นั่นเอง
อย่างที่ทุกท่านทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่าความโลกมักนำพาให้เกิดหายนะต่าง ๆ มากมายโดยการเทรด Forex หากคุณยอมปล่อยให้ความโลกเข้ามาควบคุมการเทรดของคุณเมื่อนั้นคุณจะต้องพบกับความสูญเสียมากมายอาจจะเทรดจนล้างพอร์ตล้างกระดานหรือต้องออกจากการลงทุนไปก็มีและเพื่อไม่ให้คุณถูกความโลกครอบงำวันนี้เรามาแนะนำ 5 วิธีขจัดความโลภให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้กัน
บางคนเทรด Forex อยากได้กำไรเยอะ ๆ เลยเลื่อนจุด Take Profit จุดทำกำไรให้สูง ๆ เข้าไว้ก่อน การตั้ง TP ไว้สูง ถ้าหากราคาสามารถเคลื่อนที่ไปถึง เราจะได้กำไรมากก็จริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความผันผวนในตลาดนั้นมีมาก การตั้ง TP สูงเกินไปเป็นความโลภที่ไม่ดี เราควรคำนึงถึงความเสี่ยงให้มาก ๆ กว่ากำไรที่เราจะได้รับ
การเคลื่อนไหวของราคาในตลาด Forex เกิดขึ้นไปตามกลไกทางเศรษฐกิจของโลก การที่เราคิดว่าเราสามารถควบคุมราคา และจะต้องได้กำไรมาก ๆ เป็นเรื่องที่ผิด หากเราเข้าใจว่าเราไม่สามารถควบคุมราคาตลาดได้ จะทำให้เราไม่โลภไม่หวังได้ผลลัพธ์มาก ๆ
การมีสติจะทำให้เรารู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ หากเรารู้ตัวว่าความโลภกำลังเข้าครอบงำ การมีสติที่ครบถ้วนจะช่วยระงับความโลภที่เกิดขึ้นให้ลดลงได้ เช่น เราเห็นว่าราคาในกำไรมีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนใกล้จะถึงเส้น TP ของเราแล้ว หากเราขยับเพิ่มขึ้น การเทรดครั้งนี้จะทำให้เราได้กำไรมากอย่างแน่นอน แต่หากเรามีสติรู้ตัว และไม่โลภทำกำไรให้มากขึ้นทันที เราเลือกที่จะได้กำไรเท่านี้ก่อน แล้วค่อยหาโอกาสเทรดให้ได้กำไรในรอบต่อไป
ถ้าเรามีแผนการเทรดที่แน่นอน มีการกำหนด TP และ SL อย่างชัดเจน ขอให้คุณมั่นคงกับแผนการเทรดของคุณให้ได้เป็นอย่างดี เมื่อคุณทำตามแผนของคุณได้ ความโลภไม่มีทางเกิดขึ้นในใจของคุณอีกเลย
หากคุณพยายามควบคุมไม่ให้เกิดความโลภจนถึงขีดจำกัดแล้ว ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการปิดหน้าจอไปเลย คุณจะได้ไม่ต้องมาพะวงกับกราฟราคาตลาดที่มันกำลังเติบโต แล้วปล่อยให้การเทรด Forex ของคุณเป็นไปตามแผนที่คุณวางไว้ ให้ระบบจัดการเทรดให้คุณด้วยตัวมันเองไปเลย
ทั้งนี้ก็เป็นเพียงตัวช่วยระงับความเสี่ยงและความโลภในตัวคุณเท่านั้น แต่ใจหลักสำคัญที่จะควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายก็คือ ‘ตัวคุณเอง’ เมื่อตัวคุณควบคุมมันได้ อดทนและเอาชนะตัวเองให้มากที่สุด แล้วชัยชนะจะไปไหนเสีย!!!!
MT4 คือ อะไร ? ( เทรด Forex )
MT4 คือ โปรแกรม หรือ แพลตฟอร์ม สำหรับเทรด Forex ที่เทรดเดอร์นิยมใช้ สามารถใช้สำหรับการเทรดปกติ หรือการเทรดโดยการใช้ EA (Expert Advisor) หรือ โปรแกรมเทรดอัตโนมัติ
MT4 คืออะไร
MetaTrader 4 หรือ MT4 คือโปรแกรมใช้สำหรับการส่งคำสั่งซื้อขายค่าเงิน หรือผลิตภัณฑ์ CFD ของหลักทรัพย์ทางการเงินหลาย ๆ ตลาด โปรแกรม MT4 นั้นเป็นผลิตภัฑณ์ของบริษัท Metaquote Software ในปัจจุบัน MT4 ถูกพัฒนาให้สามารถใช้งานได้บน Mac, Window, รวมถึงแอปพลิเคชั่นบนมือถือ และกลายมาเป็นแพลตฟอร์มการเทรดที่รู้จักกันดีในหมู่นักเทรดค่าเงิน แต่แม้ว่าจะมีภาพลักษณ์แบบนั้นเทรดเดอร์ก็ยังใช้ MT4 เป็นแพลตฟอร์มการเทรดสินค้าอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ค่าเงิน ดัชนี สกุลเงินดิจิตอล และสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในรูปของสัญญาซื้อขายส่วนต่างราคา หรือ CFDs
เหตุผลที่ MT4 ได้รับความนิยมจากเทรดเดอร์ทั่วโลกก็คงหนีไม่พ้นฟังก์ชั่นการใช้งานที่สามารถปรับแต่งให้เข้ากับรสนิยมและความถนัดของเทรดเดอร์แต่ละคนได้ และยังสามารถประยุกต์ใช้เข้ากับ automate trading ซึ่งเป็นการใช้อัลกอริทึมมาส่งคำสั่งเปิดปิดสถานะด้วยการเซ็ตคาพารามิเตอร์แทนที่การเทรดของบุคคลได้
นอกจากนี้ ในการฝึกเทรด เพื่อให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของการเทรดจริง เพื่อให้คุณเคยกับเงื่อนขไขของโบรคเกอร์เช่น ขนาดของ Spread หรือ ขนาดของ Swap สิ่งที่เราควรกำหนดคือ ถ้าหากเราต้องการเทรดกับ Forex Broker ไหนก็ควรจะไป Download โปรแกรม MT4 จากโบรคเกอร์นั้น เพราะโบรกเกอร์แต่ละตัวโบรกก็ใช้ MT4 ที่มีเงื่อนไขแตกต่างกันไป แต่ว่าลักษณะโดยรวมจะเหมือนกันครับ

จุดอ่อนและข้อได้เปรียบของ MT4
จากที่ผ่านมาเราคงเห็นกันคร่าว ๆ ไปบ้างแล้วว่าโปรแกรม MT4 คืออะไร ใช้ยังไง และหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง แต่ถึงโปรแกรมนี้จะเป็นที่นิยมของเทรดเดอร์ ก็ใช่ว่าจะมีข้อดีที่เพียบพร้อมไปเสียหมด และแน่นอนว่าก็ไม่ได้มีแต่จุดอ่อน ดังนั้นเรามาดูกันต่อเลยว่า MT4 นั้นมีข้อได้เปรียบจากแพลตฟอร์มการเทรดอื่น ๆ อย่างไร หรือมีจุดอ่อนอย่างไร เพื่อให้ได้นำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเลือกใช้กัน
1. ข้อได้เปรียบของ MT4
● เป็นเครื่องมือที่ปรับแต่งและประยุกต์ได้หลากหลาย จากฟังก์ชันมากมายให้เทรดเดอร์ได้ทำให้สามารถปรับแต่งเครื่องมือให้มีความเฉพาะตัวกับเทรดเดอร์แต่ละคนได้อย่างเฉพาะตัวที่สุดแพลตฟอร์มหนึ่งเลย
● ใช้ทรัพยากรในการประมวลผลไม่มาก สำหรับ Window MT4 เรียกร้องสเป็กเครื่องที่ Windows 2000 หรือใหม่กว่า ด้วยความเร็ว CPU 2.0 ขึ้นไป, แรมอย่างน้อย 512 MB หรือหากให้ดีควรเป็น 1 GB, หน้าจอควรมี screen resolution ที่ 1024 x 768 หรือมากกว่าและเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตความเร็ว 56 kbps ขึ้นไป
● มีฟังก์ชั่นการใช้งานไม่ด้อยไปกว่าแพลตฟอร์มการเทรดอื่น ๆ สามาถใช้ได้ทั้งบน Mac, Window, iOs และ Android
2. จุดอ่อนของ MT4
● ข้อมูลที่นำมาใช้ทำ Backtest มีคุณภาพไม่สูงนัก การใช้ MT4 ทดสอบประสิทธิภาพของ EA ก่อนนำมาใช้งานจึงอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ โดยข้อมูลในอดีตที่นำมาทำ Backtest ใน MT4 นั้นเชื่อถือได้เพียง 90% เท่านั้น
● ความเร็วในการส่งออเดอร์ยังไม่ถือว่าเร็วมาก ทำให้ MT4 ไม่เหมาะกับการใช้สำหรับระบบเทรดที่ใช้ความเร็วในการซื้อขายสูง (high-frequency trading)
● กราฟราคาไม่เปิดให้เทรดเดอร์ปรับแต่งช่วง Time Frame เอง จึงมีเลือกเพียงแค่ 1 นาที, 5 นาที, 15 นาที, 30 นาที, 1 ชั่วโมง, 4 ชั่วโมง, 1 วัน, 1 สัปดาห์ และ 1 เดือน เท่านั้น
ข้อแตกต่างระหว่าง MT4 และ MT5
เนื่องจากในปัจจุบันมี Metaquote ได้ทำการพัฒนาโปรแกรม Metatrader ออกมา 2 Version ได้แก่ Metatrader 4 (MT4) และ Metatrader 5 (MT5) ดังนั้นเรามาดูกันครับว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างไร
ลักษณะ | MT4 | MT5 |
การติดตั้ง | – มีระบบติดต่อกับโบรกเกอร์โดยตรงและใช้งานได้ง่าย– ต้องการ รหัสที่อยู่ของ Server ในการเปิดบัญชี ระหว่างการติดตั้ง | – เซิร์ฟเวอร์ Metaquotes trading ในปัจจุบัน มีการบรรจุเซิร์ฟเวอร์ในการเปิดบัญชีในระหว่างการติดตั้งไว้ให้แล้ว แต่การส่ง ping ไปยังเซิร์ฟเวอร์ยังคงมีปัญหาเป็นบางครั้ง– สามารถเพิ่มเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะสำหรับบัญชี Demoได้โดยไม่มีปัญหา |
จำนวนหน้าจอ/Time frame | – 9 Timeframe | – 21 Timeframe ตั้งแต่เวลา 1 นาที จนถึง 1 เดือน พร้อมไม่จำกัดจำนวนหน้าจอที่ใช้ได้– สามารถสั่งงานได้ถึง 100 หน้าจอพร้อมกัน |
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน(การเทรดตามข่าว) | – ไม่มีตารางข่าว | – มีการแบ่งหมวดหมู่ตารางข่าวออกเป็นแท็บต่างๆ พร้อม รายละเอียดข่าว, เวลา, ความรุนแรงของผลกระทบ, Forecast, เปรียบเทียบข้อมูลเก่า และอื่นๆอีกมากมาย |
การตลาด | – ไม่มีการเชื่อมโยงการซื้อขายเพิ่มเติมเข้าไปในโปรแกรม คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ เว็บ MQL4.com ในการซื้อขาย ต่างๆ | – คุณสามารถทำการซื้อขาย ผลิตภัณฑ์ทาง Forex ต่างๆ ภายในโปรแกรมได้ทันที ผ่าน แท็บ Market |
Indicator และการวิเคราะห์รูปแบบอื่น ๆ | – มีอินดิเคเตอร์ ติดมากับโปรแกรม 30 ตัว | มีอินดิเคเตอร์ ติดมากับโปรแกรม 38 ตัว, มีอินดิเคเตอร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก,มีอินดิเคเตอร์ที่เป็นวัตถุแสดงผลเพิ่มขึ้น 22 ตัว และอินดิเคเตอร์แสดงผลเป็นกราฟฟิก เพิ่มขึ้น 46 ตัว |
การส่งคำสั่ง ซื้อขาย | – วางได้ทีละ 2 ออเดอร์ และอีก 4 Pending Order | – วางได้ทีละ 2 ออเดอร์ ,4 Pending Order และ 2 Stop Order |
Expert Advisor | – มีโปรแกรม MT4 Editor & Strategy Tester มาพร้อมกับโปรแกรม EA ซึ่งถูกออกแบบด้วย ภาษา MQL และสามารถทำการคอมไพล์ได้รวดเร็ว– ไม่สามารถนำโค้ดของ EA MT4 ไปแปลงเป็น MT5 ได้ ดังนั้น EA ของMT4 จึงไม่สามารถนำไปใช้งานกับ MT5 ได้ | – มีโปรแกรม MT5 Editor ซึ่งมีการพัฒนา Strategy Tester– มีระบบ Strategy Tester Agent Managerสำหรับการปรับแต่ง EA จากภายนอกได้ และคุณสมบัติอื่นๆอีกมากมาย
– EA ถูกออกแบบด้วยภาษา C++ ทำให้มันทำการคอมไพล์ได้ช้าลง |
รูปร่างหน้าตา | – ง่ายต่อการแก้ไขให้เหมาะต่อการใช้งาน , ระบบ One Click Trading และ Drag & Drop มีให้ใช้งานเฉาพะMT4 Build 500 เท่านั้น | – มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในการออกแบบอินเตอร์เฟซ , มีการเพิ่มกล่องค้นหา, แท็บข้อมูลเพิ่มเติมบนหน้าต่าง Market Watch , มีระบบ One Click Trading และ Drag & Drop และอื่นๆ อีกมากมาย |
การรองรับเทคนิคการเทรด | – รองรับเทคนิคการเทรดทุกรูปแบบ แต่อย่างไรก็ตาม โบรกเกอร์ก็ยังมีกฎข้อบังคับ ไม่ให้มีการใช้งานเทคนิคบางอย่างได้ | – ไม่รองรับการ Hedging และ ทำตามข้อกำหนด FIFO ตามการตั้งค่าปกติ |
โบรคเกอร์ | – โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ยังคงรองรับ MT4 มากกว่า MT5 | – ถ้าเทียบกับ MT4 แล้ว ยังมีโบรกเกอร์ที่รองรับจำนวนน้อยกว่ามาก |
คราวนี้เราก็ได้มาทำความรู้จักกับ MT4 ได้รู้ว่า MT4 คืออะไร เป็นยังไง และสำหรับผู้ที่กำลังคิดตัดสินใจเริ่มใช้ MT4 หรือเลือกแพลตฟอร์มการเทรดอยู่ก็น่าจะได้ไอเดียสำหรับเลือกแพลตฟอร์มในการเทรดของตัวเองบ้างแล้ว แต่การเลือกใช้แพลตฟอร์มนั้นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นและส่วนเล็ก ๆ ของการเทรดเท่านั้น สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการคิดวางแผน กำหนดกลยุทธ์ และเริ่มทดลองเทรดจริง ๆ
สรุป
ถ้าหากคุณต้องการเทรด forex คุณต้องติดตั้งโปรแกรม MT4 ลงไปที่คอมพิวเตอร์หรือมือถือของคุณ และเรียนรู้ที่จะใช้มัน ในตอนแรกที่คุณใช้อาจจะงงๆเล็กน้อย แต่พอใช้เป็นแล้ว และศึกษาอย่างลึกซึ้งอย่างต่อเนื่องแล้ว คุณจะพบว่าการเทรดนั้นไม่ใช่เรื่องยากครับ
บัญชี Demo คือ อะไร ?
พูดง่ายๆ บัญชีทดลอง คือ บัญชีที่มีไว้เพื่อให้เทรดเดอร์ใช้เทรดกัน โดยที่มีเงินเสมือนจริงไว้เพื่อซื้อขายสินทรัพย์ต่างๆ โดยข้อมูลบนบัญชีนี้จะเหมือนของตลาดแบบเรียลไทม์
บัญชีทดลอง คือ บัญชีเทรดแบบเสมือนที่มีไว้เพื่อสร้างมิติการเทรดที่จำลองมาจากการซื้อขายจริงในตลาดการเงิน นี้ถือเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ พวกเขาสามารถลองใช้บัญชีนี้เพื่อทดสอบว่าเทรดดิ้งแพลตฟอร์มนั้นมีการทำงานอย่างไร บัญชีนี้ยังช่วยให้มืออาชีพและมือใหม่ลองทดสอบกลยุทธ์ในการเทรดใหม่ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงเลย
การเริ่มต้นเทรด Forex ด้วยบัญชีทดลอง เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับฝึกหัดเทรดเพื่อทำความคุ้นเคยให้เข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของการซื้อขายเงินตราในตลาด Forex โดยไม่ต้องฝากเงินเข้าบัญชี (ไม่ต้องใช้เงินจริง) การฝึกเทรดด้วยบัญชีทดลองจึงไม่มีความเสี่ยงเพราะเป็นเงินที่ทางโบรกเกอร์ให้เพื่อทำการฝึกเทรดไม่ใช่เงินที่เราฝากเข้าเทรดจริง(เป็นเงินปลอม ที่มีแต่ตัวเลข) ทั้งนี้การฝึกเทรดด้วยบัญชีทดลองยังเหมาะทั้งผู้เริ่มต้นเทรด
บัญชี Demo เป็นการเทรดบนสภาวะแวดล้อมของตลาดจริง ๆ เหมือนๆกับบัญชีที่เทรดด้วยเงินจริงทุกประการ การเทรดด้วยบัญชีทดลองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แม้ว่ามีบางโบรกเกอร์จะจำกัดการเทรดด้วยบัญชีทดลองไว้เพียง 30 วัน แต่ก็ยังมีอีกหลายโบรกเกอร์ที่ไม่ได้จำกัดจำนวนวันในการใช้งานบัญชีทดลองเพื่อการฝึกเทรด ผมจึงค่อนข้างแนะนำให้คุณฝึกการซื้อขาย โดยใช้บัญชีทดลองก่อนที่จะทำการซื้อขายด้วยบัญชีที่ใช้เงินจริง ๆ ส่วนการเปิดบัญชีก็เป็นเรื่องง่าย ๆ เราสามารถสมัครเข้าใช้บริการบัญชี Demo ได้ที่โบรกเกอร์ที่เราสนใจได้เลย
ทำไมต้องเป็นบัญชี Demo
บุคคลที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจใดๆนั้น จำเป็นต้องมีความรู้และประสบการณ์ เป็นอย่างสูง ในตลาด Forex ก็เช่นเดียวกัน การที่เทรดเดอร์จะประสบความสำเร็จกับการลงทุนในตลาดขนาดใหญ่เเละมีสภาพผันผวนมากที่สุดเเห่งนี้ได้นั้น นอกเหนือจากความแม่นยำในทฤษฎีและความรู้เเล้ว ยังต้องมีประสบการณ์เป็นอย่างมากในการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการทำกำไรในตลาด Forex เช่น การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน การวิเคราะห์เชิงเทคนิค การบริหารจัดการเงินทุน(Money Management) รวมถึงจิตวิทยาในการลงทุน….
ข้อดีของบัญชีทดลอง (Demo account)
การใช้บัญชีทดลองถือเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับเทรดเดอร์ และมีอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่จะสามารถสร้างสถานการณ์จำลองที่เหมือนจริงให้ผู้ใช้งานได้ลองใช้กัน
1.พัฒนาทักษะ
บัญชีทดลองช่วยให้เทรดเดอร์สามารถพัฒนาทักษะในการเทรดในตลาด คุณสามารถลองใช้เทคนิคการเทรดที่คุณมีและจะลองฝึกกี่ครั้งก็ได้ตามที่คุณต้องการ คุณสามารถลองฝึกกลยุทธ์การเทรดในรูปแบบต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น Scalping, Day trade, Swing trade หรือ Algorithmic trade
จากนั้นคุณก็ตัดสินใจว่าสไตล์การเทรดแบบไหนที่เหมาะกับคุณมากที่สุด หลังจากที่เลือกสไตล์ในการเทรดได้แล้ว คุณก็สามารถลองเทรดในบัญชีทดลองได้แบบไม่ต้องเสี่ยงเลย
2.เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยง
การเทรดนั้นไม่ใช่เกม ในตลาดนี้อาจจะทำให้เงินออมทั้งหมดของคุณหายไปได้! ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องการจัดการความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญ โชคดีที่คุณสามารถศึกษาเรื่องนี้ได้ใน demo account เทรดเดอร์มือใหม่จะได้เรียนรู้แนวคิดว่าขนาดในการลงทุนควรจะเป็นเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม รวมทั้งการใช้มาร์จินและเลเวอเรจด้วย การฝึกฝนตรงนี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องไปตื่นตกใจเมื่อลงไปเทรดในสนามเทรดจริง
บัญชีทดลองยังช่วยให้คุณเห็นและเข้าใจในความผันผวนของตราสารต่างๆ บางตราสารก็อาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าตราสารอื่นๆ ดังนั้นในทุกครั้งๆ ที่เทรด คุณก็ควรจะต้องปรับขนาดการลงทุนให้เข้ากับความผันผวนของตราสารที่คุณกำลังซื้อขายด้วย
3.ใช้งานฟรี
คุณสามารถเปิดใช้งานบัญชีทดลองได้แบบฟรีๆ และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกถ้าหากคุณสามารถใช้บัญชีทดลองได้แบบไม่จำกัด เพราะมันจะทำให้คุณสามารถพัฒนาเทคนิคการเทรดจนกว่าคุณจะสามารถทำกำไรได้ นอกจากนี้โบรกเกอร์ออนไลน์ส่วนใหญ่ยังให้ลูกค้าสามารถเทรดตราสารได้นับพันรายการ รวมทั้งมีข้อมูลทางการเงินมากมายให้คุณได้เรียนผ่านบัญชีทดลองนี้ด้วย
4.สามารถลองใช้งานแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะกับเราที่สุด
บัญชีทดลองช่วยให้คุณทดสอบแพลตฟอร์มและฟังก์ชันการทำงานของโบรกเกอร์ต่างๆ และก่อนที่คุณจะทำการฝากเงินกับโบรกเกอร์ใดๆ ก็ตาม คุณจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ค่าสเปรด, ประเภทคำสั่ง, เงื่อนไขการเทรด, เครื่องมือวิเคราะห์ ฯลฯ การใช้บัญชีทดลองจะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์ได้ดียิ่งขึ้น
ข้อด้อยของ บัญชี Demo
1.อารมณ์มันต่างกัน :
คุณไม่สามารถเปรียบเทียบอารมณ์ตอนเทรดบัญชี Demo กับบัญชีเงินจริงได้เลย ทำไมเหรอครับ? เพราะมันไม่มีเงินจริง ๆ ของคุณอยู่บนกราฟ ซึ่งคุณก็รู้อยู่เต็มอก การเทรดบัญชี Demo ราวกับว่ามันคือบัญชีเงินจริง ก็ไม่ต่างอะไรกับนักมวยที่เคยซ้อมแต่คู่ซ้อมแต่ไม่เคยขึ้นสังเวียนจริง โลกแห่งความเป็นจริงกับสนามซ้อมมันต่างกันมากครับ…
2.อันตรายอย่างมากถ้าคิดว่าตลาด Forex ของจริงมันเป็นเรื่องง่าย :
การเทรดบัญชี Demo นั้นดูเหมือนจะเป็นวิธีการที่ดีเยี่ยมเพี่อช่วยพิสูจน์ให้คุณมั่นใจได้ว่ากลยุทธ์การเทรดของคุณสามารถทำเงินได้ก่อนที่คุณจะเริ่มเทรดในบัญชีจริง อย่างไรก็ตามคุณไม่มีทางถ่ายทอดความสำเร็จจากบัญชี Demo สู่การเทรดบนบัญชีจริงได้ครบ 100 % เหตุผลง่าย ๆ ก็คือ เมื่อไม่มีเงินจริงอยู่บนกราฟแล้ว คุณได้กำจัดตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจในการเทรด นั้นก็คือ แรงกดดันทางจิตวิทยาต่อการสูญเสียเงินจริงนั้นเอง
3.เมื่อความผิดพลาดในการเทรดไม่มีผลกระทบใด ๆ คุณจะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากมันเลย :
การเทรดบัญชี Demo นานเกินไปจนชินนั้น อันตรายถึงขนาดทำลายพัฒนาการของการเทรดของคุณลงได้เลย เพราะเมื่อเทรดเสียคุณก็แค่เล่นใหม่ โดยไม่คิดแก้ไขว่าเทรดเสียเพราะอะไร ต้องอุดรอยรั่วตรงไหน อย่างแย่ที่สุด คุณอาจจะพูดแค่ว่า “หุหุ… มันก็แค่บัญชี Demo ฉันไม่มีทางทำเรื่องโง่ๆแบบนี้บนบัญชีจริงแน่นอน” สุดท้ายคุณอาจขาดแรงจูงใจที่จะพัฒนาระบบให้ดีขึ้น เพื่อปิดรอยโหว่ของระบบที่ผิดพลาดนั้นของคุณ
4.อาจสามารถสร้างพฤติกรรมแง่ลบให้กับรูปแบบการเทรดของคุณได้ :
เมื่อคุณเทรดบัญชี Demo นานเกินไป คุณจะรู้สึกว่าการเลื่อน Stop Loss ให้กว้างขึ้นเป็นเรื่องปกติ และสุดท้ายพฤติกรรมเหล่านี้จะติดตัวคุณไป แม้คุณจะเทรดในบัญชีเงินจริงแล้วก็ตาม มันยากมากที่จะเปลี่ยนนิสัยแย่ๆ เมื่อคุณเคยชินกับมันมาเป็นเวลานาน และยิ่งยากขึ้นไปอีก เมื่อคุณเพิ่มแรงกดดันในการเทรดบัญชีเงินจริงเข้าไปด้วย
สรุป
บัญชีทดลอง (demo account) ช่วยให้คุณสามารถเตรียมพร้อมสำหรับการซื้อขายในบัญชีจริงได้ เมื่อคุณมีประสบการณ์ที่มากพอ คุณก็สามารถเปลี่ยนไปใช้บัญชีเทรดจริงได้ และคุณจะได้เข้าใจฟังก์ชันการทำงานทั้งหมดของแพลตฟอร์ม อย่างไรก็ตามการใช้งานบัญชีทดลองนี้ก็มีข้อจำกัด เนื่องจากมันไม่สามารถช่วยคุณในแง่ของจิตวิทยาและอารมณ์จากการแพ้หรือชนะได้ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่คุณจะเข้าใจเมื่อคุณเทรดในตลาดจริงเท่านั้น
ฟรี!ระบบเทรด










VPS คือ อะไร ?
คำหนึ่งที่นักเทรด forex ทุกคนต้องเจอและอาจต้องใช้ด้วยคำว่า VPS สำหรับคำศัพท์คำนี้นั้นหมายถึงอะไร และมีประโยชน์อะไรบ้าง สำหรับการเทรดของคุณ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับคำว่า VPS ไปพร้อมๆกันนะครับ
คำว่า VPS คืออะไร
อันดับแรกเลยคือ การมาทำความรู้จักกับคำว่า VPS เสียก่อน คำว่า VPS มาจากคำเต็มที่ว่า Virtual Private Server หรือเป็นการสร้างระบบของโปรแกรม เครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ที่เครื่องคอมของเรา ซึ่งเจ้า VPS จะมีผลให้ระบบการเทรด forex ของเรานั้นมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และทำให้สามารถใช้โปรแกรม Bot ในการรันโปรแกรมเพื่อให้ใช้งานได้เร็วขึ้น
ในการเทรด Forex นั้นจะมีเครื่องมือหนึ่งที่เรียกว่า Expert Advisor หรือ EA ซึ่งเป็นเครื่องมือระบบเทรดอัติโนมัติหรือหุ่นยนต์ ในการที่จะให้หุ่นยนต์ทำงานนั้น จะต้องเปิดคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน EA นั้นตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานแทนเรา เมื่อเราต้องเปิด คอมพิวเตอร์ 24 ชั่วโมง แน่นอนว่า สิ่งที่สิ้นเปลืองก็คือ ค่าไฟ กับค่าสึกหรอของคอมพิวเตอร์ของเรา ดังนั้น VPS จึงเป็นเสมือนเครื่องคอมพิวเตอร์จำลองที่ให้บริการพื้นที่ เหมือนกับคอมพิวเตอร์ของเรา โดยปัจจุบันมีบริการให้เลือกหลากหลาย สามารถเลือกทั้ง Spec คอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมได้ตั้แต่ 1 Core หรือ 8 Core ก็มีให้บริการ ทำให้ประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์ของเราก็มี
ประโยชน์ของการใช้ VPS
ประโยชน์ของการใช้ VPS มีอะไรบ้าง มาดูไปพร้อมกันดังนี้ครับ
1.ใช้สำหรับให้ EA หรือ bot เทรดแทน
เนื่องจากความสำคัญของการสั่ง หรือการออกคำสั่งนั้นมีผลที่สำคัญมากๆต่อการเทรด ดังนั้น การใช้ VPS จึงจะสามารถช่วยให้ bot นั้นสามารถทำงานเพื่อการเทรดได้อย่างรวดเร็ว ไม่เจอปัญหาเปิดสัญญาไม่ติด หรือว่าการเชื่อมต่อหลุดอย่างแน่นอน
2.ช่วยให้เราไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ
เมือเราเลือก bot มาใช้งาน ข้อดีของเราคือ เราก็ไม่จำเป็นแล้วที่จะต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอเพื่อที่จะทำการเทรด เนื่องจากตัวโปรแกรมนั้นสามารถวางการเทรดไว้เรียบร้อยแล้ว คุณสามารถทำกิจกรรมอื่นๆได้อย่างสบายใจตามที่ต้องการเลยครับ และนี่ถือเป็นข้อดีที่ผมชอบมากๆ
3.เอามาช่วยในการเทส Ea ได้ดียิ่งขึ้น
ข้อดีของการใช้ VPS อีกประการหนึ่งคือ คุณสามารถเลือก VPS มาเพื่อใช้ร่วมกับ EA ต่างๆ อันจะส่งผลให้การเทรดของคุณนั้นสามารถเทสได้ว่า EA ตัวไหนที่สามารถใช้งานได้ ในขณะที่อีเอตัวไหนที่ไม่เหมาะสม การใช้ VPS มันจะช่วยให้คุณสามารถเดาหรือทำนายได้อย่างแม่นยำ
4. ประหยัดทรัพยากร
อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้นว่า เราไม่ต้องการเปิดคอมพิวเตอร์ของเราตลอดเวลา ทำให้ค่าไฟของเรานั้นประหยัดลงไปได้มาก สำหรับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่และกินทรัพยากรค่อนข้างมาก ทำให้การใช้ Server นั้นเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม ขณะที่ค่าเช่าก็ไม่แพง ในปัจจุบัน (ปี 2019) ค่าใช้จ่ายเพียง 150 บาทต่อเดือนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมี RDP server ที่ให้บริการถูกกว่า เพราะว่า ค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการรัน EA นั้นก็คือต้นทุนการเทรดทั้งสิ้น การประหยัดต้นทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ การพิจารณาใช้ VPS Server นั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ นอกจากนี้ บาง Broker สำหรับคนที่มีปริมาณการเทรด
สรุป
สรุปแล้วถ้าหากคุณนั้นต้องการใช้ bot เพื่อทำการเทรด forex แทนคุณ การเลือกใช้ VPS น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะทำให้ระบบสามารถทำงานแบบหนักๆได้ และที่สำคัญคือ คุณสามารถปล่อยให้ระบบมันทำงานด้วยตัวของมันเองในขณะที่คุณนั้นไม่ต้องทำอะไรอีกเลยก็ได้ ระบบ VPS จะมีความเสถียรกว่า และเร็วกว่าระบบทั่วๆไปอย่างแน่นอน
ฟรี!ระบบเทรด
——————————————————————————————————————
Day trade เดย์เทรด คือ อะไร ?
ในตลาดการเงิน มีโอกาสเกิดขึ้นมากมายในแต่ละวัน นักลงทุนจำนวนมากที่เติบโตจากการถือหุ้นเป็นเวลา 5-10 ปี ทำให้พอร์ตการลงทุนเติบโตมากกว่า 10 เท่า อย่างไรก็ตาม มีนักลงทุนกลุ่มที่สามารถทำกำไรหลัก 10 เท่า ด้วยระยะเวลาที่สั้นกว่านั้น อาจจะแค่หลักเดือนหรือภายใน 1 ปีเท่านั้น เรากำลังพูดถึงเหล่า Day Trader
คำศัพท์สำคัญอีกหนึ่งคำที่ผู้เขียนเชื่อว่าคุณจะต้องเจอในการเทรด forex นั่นคือคำว่า day trade เดย์เทรด เพื่อความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ผมขอพาคุณผู้อ่านไปสำรวจกับคำว่า day trade เดย์เทรด ทั้งความหมาย และวิธีการเรียก day trade เดย์เทรด ให้ถูกต้องกันครับ
คำว่า Day Trade มาจากคำว่า Intraday Trading เป็นกลยุทธ์ครับ กลยุทธ์ที่ใช้ในการเทรด ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันไป กลยุทธ์ของการเทรดนั้น จะสอดคล้องกับลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันของคนเทรด ซึ่งกลยุทธ์การเทรดนั้นเป็นตัวกำหนดกำไร ขาดทุนได้เลย มันกำหนดสไตล์ของเทรดเดอร์ที่จะพัฒนาไปในอนาคต ดังนั้น การเข้าใจคำว่า Day Trade จึงส่งผลต่อลักษณะสไตล์การเทรด และวิถีในการพัฒนาตัวเองของเราได้ชัดเจน
day trade เดย์เทรด หมายถึง การเทรด forex แบบ ให้จบภายในวันเดียว ซึ่งหมายถึงการเปิดคำสั่งซื้อหรือขาย (Order buy or sell) และทำการปิดคำสั่งซื้อให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว โดยปกติแล้วการเทรดแบบ day trade เดย์เทรดนี้ มักเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า การเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งหากเป็นการ day trade เดย์เทรด หุ้นไทย อาจต้องใช้ความรอบคอบมากเป็นพิเศษ
Day Trade คือ
Day Trade (เดย์เทรด) คือ การเก็งกำไรระยะสั้นในสินทรัพย์ทางการเงิน อาศัยประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเล็ก ๆ ภายในวันเดียวหรือเซสชันเดียวกัน ถือเป็นวิธีการเทรดที่มีความเสี่ยงสูง หากไม่มีความเชี่ยวชาญในสินค้าที่กำลังเทรด มีโอกาสที่จะเกิดขาดทุนอย่างหนักได้ง่ายมาก
Day Trade คือ
Day Trade (เดย์เทรด) คือ การเก็งกำไรระยะสั้นในสินทรัพย์ทางการเงิน อาศัยประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเล็ก ๆ ภายในวันเดียวหรือเซสชันเดียวกัน ถือเป็นวิธีการเทรดที่มีความเสี่ยงสูง หากไม่มีความเชี่ยวชาญในสินค้าที่กำลังเทรด มีโอกาสที่จะเกิดขาดทุนอย่างหนักได้ง่ายมาก
ข้อดีของ day trade เดย์เทรด
กลยุทธ์ Day Trade เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของพวกเทรดเดอร์สถาบันชอบใช้กัน ใน Sector ของหน่วยเทรดที่เรียกว่า Proprietary Trader นั้นส่วนใหญ่แล้วจะใช้กลยุทธ์การเทรด แบบ Day Trade คือไม่มีการถือครอง position ข้ามคืนโดยเด็ดขาด ซึ่งจะต้องเผชิญความเสี่ยง การเทรดแบบ Day Trade เป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิดเกี่ยวกับหลักของการพยากรณ์ คือ การพยากรณ์ในการเทรดนั้น จะไม่ใช้การพยากรณ์ในระยะยาว เพราะว่าจะทำให้ความคลาดเคลื่อนของผลการพยากรณ์นั้นเกิดขึ้นสูง กลยุทธ์ Day Trade จึงตอบโจทย์ในจุดนี้
แน่นอนว่า มีคนมากมายที่เลือกเทรด forex โดยใช้รูปแบบการเทรดแบบ day trade เดย์เทรด ถ้าจะให้กล่าวถึงข้อดีของมันแล้ว เราสามารถสรุปได้ดังนี้คือ
1.day trade เดย์เทรด ช่วยให้คุณสามารถทำกำไรได้เร็วที่สุด
เพราะหมายถึงไม่ต้องรอข้ามวันก่อนจึงปิดคำสั่งเพื่อทำกำไร ซึ่งแน่นอนว่าความเสี่ยงเรื่องของความผันผวนค่าเงิน หรือเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจอาจส่งผลให้เกิดภาวะที่ทำให้เราได้รับผลกระทบได้
เสี่ยง
2.day trade เดย์เทรด ช่วยให้คำลดความเสี่ยงจากการผันผวนเรื่องค่าเงิน
อย่างที่กล่าวไปในข้อข้างต้นว่า หากเราปล่อยให้ระยะเวลาในการเทรดผ่านไปมากขึ้นๆ เราก็อาจเข้าไปเจอภาวะเหตุการณ์ของความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งมีหลายกรณีที่ หากเราเลือกเทรดแบบระยะยาวแล้ว มีผลทำให้คุณได้รับความเสี่ยงจากการทำกำไรกลายเป็นขาดทุน หรืออาจถึงขั้นล้างพอร์ตเลยก็มีมากมาย
3. Day Trade ไม่ต้องเผชิญกับต้นทุนส่วนเพิ่ม
ต้นทุนส่วนเพิ่มที่เราจะต้องเสีย นั่นคือ Swap ต้นทุนส่วนเพิ่มจากการถือครอง Position แบบข้ามคืน คือ การเสีย Swap ซึ่งการถือข้ามคืน ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เรากำไรเพิ่มขึ้น ถ้าหากกลยุทธ์เป็นกลยุทธ์ที่ไม่สามารถทำกำไรได้ ก็จะทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้นนั่นเอง
กลยุทธ์ที่เหมาะกับการเล่น day trade เดย์เทรด
หากเป็นการเทรด forex การเลือกใช้ TF1m และ TF1h พร้อมกันในคู่เงินนั้นๆ ดูจะเป็นอะไรที่นิยมมาก ซึ่งตัวชี้วัด (Indicator) ที่นิยมนำมาใช้ในกรณีนี้ เช่น CPI v 1.5 หรือ Pinbar เป็นต้น (คุณสามารถหาดาวน์โหลดได้ในอินเทอร์เน็ต) ซึ่งสองตัวนี้จะบอกจุดของสัญญาณซื้อหรือขายได้แม่นยำมากๆ อีกทั้งลดความผิดพลาดของตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดี
ข้อสรุป day trade
1.เลือก TF1m และ TF1h
2.ใช้ ตัวชี้วัดคือ CPI v 1.5 และ Pinbar เข้ามาช่วยตัดสินใจ
3.ตัดสินใจจาก TF 1m เท่านั้น!
4.อย่าปล่อยให้อารมณ์สองอย่างคือ โกรธ และ โลภเข้าครอบงำเด็ดขาด
ดังนั้นสรุปแล้ว day trade เดย์เทรด จึงเป็นการเทรดเพื่อการทำกำไรแบบรายวัน ซึ่งเน้นที่การได้รับผลตอบแทนหรือผลกำไรที่รวดเร็ว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเทรดที่ไม่ต้องรอเวลานานกว่าจะได้กำไรครับ
ตกรถ ตกขบวน คือ อะไร ? ( forex )
คำสำคัญที่คุณนั้นต้องพบเจอตลาดการเทรด forex คือคำว่า ตกรถ,ตกขบวน สำหรับใครที่ยังไม่เข้าใจความหมายว่าคำสองคำนี้ว่ามีความหมายว่าอย่างไรแล้ว ผมขอใช้พื้นที่ของบทความตรงนี้ในการอธิบายให้คุณได้เข้าใจไปพร้อมๆกันนะครับ เผื่อว่าตอนนี้คุณอาจมีอาการ ตกรถ,ตกขบวน อยู่ก็เป็นได้
ตกรถตกขบวนคืออะไร … ?
ตกรถตกขบวน หมายถึง การที่กราฟของคู่เงินคู้หนึ่งที่กำลังวิ่งอยู่ ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่ของกราฟตามแบบคำคาดการณ์ของบรรดาโปรดเทรเดอร์ หรือตามสัญญาณของอินดเคเตอร์ที่เราใช้งาน แต่ตอนนั้นเทรดเดอร์กับไม่สามารถเปิด Order Buy หรือSell ได้ทัน ก็คือเป็นช่วงจังหวะที่น่าจะซื้อแต่ไม่รีบซื้อแต่แรก กราฟวิ่งไปแล้วคนอื่นเขาได้ ๆ กันหมด แต่เราดันไม่มี Order ช่วงนั้นซะงั้น ทำให้ตัวเทรเดอร์นั้นสูญเสียกำไรไปต่อหน้าต่อตา ราวกับตกรถตกขบวน ที่ไปรับผลประโยชน์ไม่ทันนั้นเอง
สาเหตุของการตกรถตกขบวน
1. ไม่ได้มีการตั้งค่าสำหรับเหตุการกระทันหัน
ไม่ทำการตั้งค่าEAเอาไว้ช่วยเมื่อคุณไม่ได้มาสิงอยู่หน้าจอ แหรือคุณอาจจะทำการวางจุด Take Profit เอาไว้ก้ได้หากว่าไม่ว่างจะมานั่งจ้องจริงๆหรือกลัวว่าจะกดเทรดไม่ทันราคาจะเปลี่ยนซะก่อนหรือกลัวว่าจะโดนรีโควต ซึ่งเป็นเทคนิคพื้นฐานที่เทรดเดอร์ควรพึงทราบจะได้ไม่พลาดตกขบวนแบบนี้อีก
2.ไม่เฝ้ากราฟ
เรื่องจริงที่สุดที่ทำให้คุณตกขบวนคือ การไม่เฝ้ากราฟในช่วงเวลาที่มีความสำคัญ เช่นช่วงข่าวเป็นต้น หากเทรดเดอร์รู้จักเฝ้ากราฟในช่วงข่าวแค่นี้ก็จะสามารถเปิดOrderได้ทันเมื่อสัญญาณเกิดขึ้น แต่หากคุณไม่เฝ้ากราฟ กว่าจะรู้ตัวคือตกรถตกขบวน ของคู่เงินที่คุณนั้นควรจะทำกำไรได้ไปเสียแล้ว
3.เน็ตมีปัญหา
อีกหนึ่งปัญหาที่ประสบพบเจอได้อย่าง่ายดายคือ ความเร็วของเน็ตของคุณนั้นไม่แรงพอทำให้เกิดอาการที่เรียกว่าการรีโควทบ่อยๆในการเทรด ซึ่งส่งผลให้คุณพลาดโอกาสหรือช่วงสำคัญของการทำเงินได้เช่นเดียวกัน วิธีการแก้แบบง่ายๆนั่นก็คือการต่อสายLANเพื่อรับอินเทอร์เนตโดยตรง หรือไม่ก็เพิ่มความเร็วอินเทอร์เนตให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มความแรงในการเทรด จะได้ไม่พลาดตกรถตกขบวนกันได้
วิธีแก้ไขอาการตกขบวน
เมื่อรู้สาเหตุแล้ว เราก็มาแก้ไขปัญหา และป้องกันให้ถูกจุดกัน
เริ่มจากการสำรวจว่าสาเหตุที่แท้จริงน่าจะมาจากอะไร เป็นเพราะเทรดเดอร์ลืมตั้งค่า EA เอาไว้ก่อนลุกออกไปจากที่นั่ง หรือเพราะ Internet ที่ใช้อยู่ไม่แรงพอ
หลังจากพบสาเหตุที่แท้จริงแล้วก็ตามแก้ไขไปตามจุดที่เป็นสาเหตุนั้น เพียงเท่านี้ก็จะอุดรอยรั่ว และป้องกันอาการตกขบวนในการ เทรด forexได้แล้ว
นอกจากการตั้งค่า EA และ Internet ที่ต้องแรงมากพอแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่จะมีส่วนช่วยให้เล่น forex ให้ รวยได้อีกมากมาย เช่น ความรู้ ประสบการณ์ การฝึกฝน จิตวิทยาการลงทุน และเทคนิค การ เทรด forexที่ต้องมีติดตัวมากในระดับหนึ่งนั่นเอง
ฟรี!ระบบเทรด
สำหรับนักลงทุน Forex ทั้งมือใหม่และมือเก่า อาจจะเคยได้ยินคำว่า “ขายหมู” มาก่อนเป็นแน่ เพราะเป็นศัพท์ที่นักลงทุนจะใช้กันเป็นประจำอยู่แล้ว เราลองมาดูกันดีกว่าครับ ว่าการขายหมู มันคืออะไรกันแน่
” ขายหมู “ เป็นคำยอดฮิตแต่ไม่ใช่แค่คำศัพท์ในทางการเงิน แต่อาจจะไม่ฮิตติดหูเหมือนคำว่าติดดอย แต่ก็มีใช้กันเยอะพอสมควร ทำให้เทรดเดอร์หลายท่านอาจจะเกิดความสงสัยว่าความเป็นจริงแล้ว ขายหมูคืออะไร? ทำไมต้องมีชื่อว่าขายหมู?
คำว่า ” ขายหมู “ คือการที่ได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ เช่น คุณซื้อหุ้นมาในราคา 200 บาท หลังจากนั้นไม่นานหุ้นก็ปรับตัวขึ้นไปที่ 250 บาท ทำให้คุณรีบขายเพื่อทำกำไรในตอนนั้น และในขณะนั้นเอง ราคาหุ้นได้พุ่งไปที่ 300 บาท นี่จึงเป็นที่มาของคำว่าขายหมู คือ “ การขายไปในราคาที่ถูกแต่ก็ยังดีที่ได้กำไร “ แต่จะเกิดความเสียดายที่ไม่ได้กำไรก้อนโตหากอดทนถือออร์เดอร์ไว้
1.ขายหมูคืออะไร
คำว่า ขายหมู หมายถึงการที่คุณปิดสัญญา Buy หรือสัญญา Sell เร็วกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้คุณนั้นได้กำไรน้อยกว่าที่คุณจะได้เพราะเมื่อคุณปิดสัญญาไปแล้ว กราฟก็มีการวิ่งไปตามทิศทางที่คุณเปิดสัญญาในตอนแรกอย่างรวดเร็ว ถ้าคุณเจอลักษณะการเทรดของคุณเป็นแบบนี้ เราเรียกการปิดสัญญาแบบนี้ว่า “ขายหมู”
การ “ขายหมู” แสดงถึงการขายหุ้นซึ่งปรากฏว่าเมื่อขายไปแล้วราคาหุ้นยังคงวิ่งขึ้นจากระดับที่ขายไปอีกมาก เหมือนกับการขายหมูตัวเล็ก ๆ แต่หลังจากนั้นหมูก็อวบอ้วน โตเต็มวัยอย่างรวดเร็ว คือแทนที่จะได้กำไรมากๆกลายเป็นได้กำไรน้อยๆไป
2.สาเหตุที่ทำให้เกิดการขายหมู
สาเหตุหลักๆที่ทำให้คุณนั้นขายหมู ประกอบไปด้วยเรื่องดังต่อไปนี้
2.1 ระบบเทรดไม่ชัดเจน
หลายๆคนที่ระบบเทรดของตนเองไม่ชัดเจน หรือยังอ่านกราฟไม่ทะลุ ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่ากราฟนั้นจะมีการเคลื่อนตัวไปในทิศทางใด แบบนี้ถือว่า มีโอกาสที่เมื่อคุณเริ่มต้นทำกำไรแล้ว คุณอาจขายหมูได้
2.2 กลัวเกินไป
คำว่ากลัวเกินไปมักตามมาจากเหตุผลข้อแรกคือ ไม่มั่นใจในรูปแบบของกราฟที่ตนเองเทรด สุดท้ายเลยคือไม่กล้าที่จะเทรด ทำให้ตนเองนั้นปิดสัญญาออกไปก่อน การทำแบบนี้ก็มีความเสี่ยงที่แทนที่เราจะสามารถทำกำไรได้มากๆ ก็กลายเป็นว่าทำกำไรได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
3.ผลจากการขายหมู
ผลจากการที่คุณนั้นขายหมูคือ จะส่งผลให้คุณนั้นไม่สามารถทำเงินได้มากกว่าที่ควรจะเป็น และบางทีอาการเสียดาย อาจทำให้แผนของการเทรด forex ของคุณในตาต่อไปนั้นมีปัญหาได้ด้วยเช่นเดียวกันครับ
4.วิธีแก้อาการขายหมู
วิธีการแก้อาการขายหมูที่ดีที่สุดในความคิดของผมนะครับ มีดังต่อไปนี้คือ
4.1 ออกแบบการเทรดให้ชัดเจน
กำหนดมาให้ชัดเจนด้วยรูปแบบการเทรดที่เป็นตัวของตัวเอง ว่าจะเทรดอย่างไร เพื่อให้ตนเองนั้นสามารถทำเงินได้
4.2 กำหนด % การเทรด
การกำหนด % การเทรดก็สามารถช่วยให้เรานั้นประสบความสำเร็จในการเทรดและไม่เกิดการขายหมูขึ้นมาได้เช่นเดียวกันครับ ดังนั้นจึงอยู่ที่เราจะเลือกว่าต้องการแบบใด
5.ขายหมู อย่างไรก็ดีกว่าติดดอย
เรื่องของการขายหมูนี่ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือชั้นเซียนก็สามารถขายหมูได้ วิธีแก้โรคนี้ก็ไม่มีวิธีแก้ไขที่แน่นอนเพราะความรุนแรงของอาการขายหมู แปรผันไปตามอุปนิสัยความกลัวของแต่ละคน วิธีเบื้องต้นที่นิยมใช้กันก็คือการตั้ง Trailing Stop หรือไม่ก็เลื่อน Stop Loss ตามสวิงหรือตามแท่งเทียนเลยก็ได้ หรือตั้ง Taking Profit (TP) ไว้ที่ 161.8 ของฟิโบไปเลยก็ได้ อาจใช้วิธีดูลักษณะแท่งเทียน ถ้าเห็นมีแท่งเทียนกลับตัวแท่งแรกอาจจะยังไม่ออกออเดอร์จนกว่าจะเห็นแท่งเทียนกลับตัวอีกแท่งหนึ่งก่อนค่อยตัดสินใจออกออเดอร์
บางทีก็รอดูลักษณะของแรงที่เป็นฝั่งตรงกันข้ามกับออเดอร์ของเราว่าดีดกลับมาแรงไหม แล้วค่อยหาจังหวะออกตอนที่มันกำลังย่อกลับไปทิศทางเดิมของเรา ถ้าดูแล้วไปต่อไม่ได้แน่ก็ออกเลย แต่บางทีก็ยังขายหมูอยู่ดี ตลาดมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ
สรุป
การขายหมูคือ การปิดในแดนบวก ซึ่งต่อให้เป็นการบวกแค่จุดเดียว ก็ถือว่าเป็นบวกอยู่ดี สะสมไปเรื่อยๆก็ดีกว่าขาดทุน การขายหมูคือการเสียกำไรที่ได้ไป ทั้ง ๆ ที่เราลืมไปว่าการขายหมู บางทีก็เป็นการช่วยรักษาพอร์ตของเราให้มีชีวิตรอดเพื่อการเทรดในวันพรุ่งนี้(หลักการควบคุมความโลภ) ระหว่างทุกข์ใจเพราะขายหมู กับทุกข์ใจเพราะออเดอร์ติดลบ(ติดดอย) คุณคิดว่าอันไหนน่าจะดีกว่ากัน…
เป็นอย่างไรครับกับคำว่า “ขายหมู” คำง่ายๆ แต่กินใจมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเทรด forex หรือแม้แต่คนที่มีการเทรดกันอย่างเป็นประจำอยู่แล้ว ก็เกิดอาการขายหมูได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นอย่าขายหมูบ่อยๆนะครับ เดี๋ยวกำไรที่ควรได้จะไม่ได้กันเสียเปล่าๆ






























ข่าว non farm คือ อะไร ?
ข่าว นอนฟาร์ม (Non Farm) คือ ข่าาวที่มีกระทบต่อสกุลเงินอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่มีข่าว อนฟาร์ม (Non Farm) ราคาจะแกว่งตัวอย่างรุนแรง
ข่าว นอนฟาร์ม (Non Farm) คือ รายงานของการจ้างงานของคนในธุรกิจต่างๆ ยกเว้นอุตสาหกรรมภาคเกษตรกรรม ถูกประกาศในสัปดาห์แรกของเดือน
ข่าว non farm คืออะไร
คำว่า ข่าว non farm นั้นมาจากคำเต็มคือคำว่า Non-farm Employment Change ซึ่งเป็นข่าวที่ออกโดยกรมสถิติแรงงาน ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเกี่ยวข้องกับเรื่องของจำนวนลูกจ้างในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น หรือว่ามีจำนวนที่ลดลงอย่างไร ซึ่งตัวเลขเหล่านี้นั้นจะไม่ผนวกเข้ากับตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรนะครับ
คำว่า Non-Farm หมายความว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกษตร จึงเป็นการจ้างงานอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว ผลิตภัณฑ์อุตสาหรรมของสหรัฐฯ นั้นมีความเกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้าอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ทำให้ข่าว Non-Farm เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของข่าว Non-Farm ไม่ว่าลบหรือบวก จึงทำให้ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน โดยเฉพาะคู่ที่มีค่าเงิน USD อยู่ในนั้น
ซึ่งตัวเลขเหล่านี้นั้นเมื่อประกาศออกมาจะมีผลต่อค่าเงิน US และรวมถึงราคาทองคำค่อนข้างมาก เรียกว่าคุณนั้นจะได้เห็นการแกว่งตัวของราคาอย่างมหาโหดกันเลยในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นหากคุณเป็นนักเทรด forex แล้ว ต้องไม่พลาดที่จะเลือกใช้ข่าว non farm ในการทำกำไรจากตลาดนี้ของคุณครับ
ข้อควรระวังในการเทรดโดยใช้ ข่าว non farm
หากคุณเป็นนักเทรดมือใหม่ และไก่อ่อนอยู่ ผมแนะนำว่าโปรดอย่าเทรด โดยเด็ดขาด เพราะว่าคุณอาจยังไม่ชำนาญในการเปิดหรือปิดออเดอร์ อันส่งผลให้คุณนั้นอาจเจอล้างพอร์ตแบบไม่ได้กระพริบตาเลย ดังนั้นถ้ายังมือใหม่โปรดข้ามเรื่องของ ข่าว non farmไปก่อนนะครับ
สรุป
โดยสรุปแล้ว หากคุณเป็นคนที่ชอบการเล่น หรือเทรด forex โดยอาศัยข่าวเป็นหลัก การเลือกติดตาม ข่าว non farm ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือและหนึ่งกลยุทธ์ง่ายๆที่คุณสามารถนำไปใช้ในการสร้างรายได้อย่างรวดเร็วจากการเทรด forex โดยที่มีความเสียงที่จะเกิดขึ้นต่ำด้วย






























ถ้าให้พูดถึง การขาดทุน forex ต้องมีหลายๆคนที่คิดเรื่องนี้อยู่แล้วว่าทำไมถึงขาดทุน พลาดตรงไหน ก็ทำคามระบบทุกอย่าง เรียนมาก็หลายอาจารย์ทำไมถึงขาดทุนอยู่ ต้องมานั่งเครียดหน้าดำหน้าแดงรู้สึกผิดกับเงินที่เสียไป จนเกิดอารมโมโหและอยากจะเอาเงินคืน และเป็นสาเหตุให้คุณ Overtrade ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่งในตลาด forex
Overtrade คือ อะไร ?
Overtrade คืออะไร
การ Overtrade หมายถึง การที่คุณเปิดออเดอร์ด้วย lot ที่ใหญ่จนเกินตัว เพราะว่าอยากได้กำไรที่มากขึ้นหรือจะเอาคืนที่มากกว่าขาดทุนก่อนหน้านนี้ ซึ่งผลพวงมาจากการที่คุณมีอารมณ์ โลภ โกรธ หรือ เพราะว่าระบบของคุณมัน Overtrade
การเทรดอย่างไรที่เข้าข่าย Overtrade
ทีนี้คุณอาจยังไม่แน่ใจว่าแบบใดที่จะเรียกว่าการเข้าข่ายการ Overtrade ถ้าอย่างนั้นผมขอสรุปมาให้เห็นเป็นภาพว่า แบบไหนที่ถือว่าคุณนั้นเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการ Overtrade นะครับ
1.การเทรด โดยเปิด Lot สูงๆ
เรื่องนี้ง่ายมากๆ หากคุณได้อ่านประโยคท่อนบนที่ผมระบุว่าสำหรับทุนไม่เกิน 10,000 บาท การเปิด Lot ที่ 0.3 ขึ้นไป ถือได้ว่าคุณสุ่มเสี่ยงต่อการทำ Overtrade แล้ว นั่นละครับคือการทำสิ่งที่เรียกว่าการ Overtrade จริงๆหากคุณเอาใจคุณเป็นตัววัด ก็จะรู้ทันทีว่าเรา Overtrade หรือไม่
2.เริ่มมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
อารมณ์ที่ส่งผลต่อการ Overtrade มากที่สุด มีเพียง 2 อารมณ์นี้เท่านั้นคือ อารมณ์โกรธ และอารมณ์ของความโลภ ทั้งสองอารมณ์นี้เมื่อเข้ามาครอบงำระบบ System ของคุณแล้วจะส่งผลให้คุณนั้นทำการเทรดแบบ Overtrade ทันที และที่สำคัญคือ มันผิดพลาดง่ายมาก
3. อาการเทรดถี่
นอกจากการที่จะส่ง Lot ใหญ่ ๆ แล้วการ Overtrade ยังสามารถส่งคำสั่งจำนวนมาก ถี่ ๆ ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่า Lot จะเท่าไหร่ก็ตาม สาเหตุก็เพราะว่า คุณเร่งที่จะเอาเงินคืนนั่นเอง ดังนั้นการ Overtrade จึงเน้นที่ผลและสภาพจิตใจเป็นหลัก
วิธีการแก้ปัญหาเมื่อคุณ Overtrade
ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดเมื่อคุณทำการ Overtrade คือการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ผมแนะนำด้านล่างต่อไปนี้
1.หยุดการเทรดทันที! คุณต้องหยุดทันที และพักการเทรดอย่างน้อย 3 วันนะครับ ไม่อย่างนั้นแล้ว อารมณ์ที่จะพาให้คุณ Overtrade อีกครั้งจะยังคงอยู่ในใจ
2.เริ่มจากบัญชี Demo เมื่อคุณกลับมาภายหลังจาก 3 วันแล้ว ให้เริ่มต้นจากการเทรดด้วย บัญชี Demo เสียก่อน อย่าเพิ่งเริ่มต้นจากการเทรดด้วยวิธีอื่นๆ มันไม่เหมาะสมและคุณอาจพลาดได้ครับการเริ่มจากบัญชี Demo ถือว่าปลอดภัยที่สุดเพื่อแก้ปัญหาการ Overtrade อีกครั้ง
ลักษณะของอาการคน Overtrade
คนที่ Overtrade จะมีอาการอยู่ 2 สามอย่างที่สามารถรับรู้ได้ง่าย ซึ่งถ้าหากคุณมีอาการ Overtrade หรือ เพื่อนมีอาการ Overtrade ก็สามารถสังเกตุได้ง่าย ๆ ดังต่อไปนี้
สรุป
สรุปแล้วการ Overtrade นั้นจะเกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจของผู้เทรดมากที่สุด หากไม่สามารถควบคุมข้อนี้ได้ โดโอกาสที่คุณนั้นจะทำการเทรดแบบ Overtrade ก็มีสูงมากเช่นเดียวกันครับ คุณคงไม่อยากให้พอร์ตของคุณขาวสะอาดปราศจากผลกำไรใด เพราะพิษของการทำ Overtrade อย่างแน่นอน ดังนั้นโปรดอย่าทำการ Overtrade อย่างเด็ดขาด




































































5 เคล็ดไม่ลับสำหรับนักลงทุนมือใหม่






























หากคุณต้องการประสบความสำเร็จในการเทรด Forex นอกเหนือจากจิตวิทยาการลงทุนและการบริหารจัดการเงินทุนแล้ว ระบบเทรด Forex ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้
แต่ระบบเทรด Forex คืออะไร? ระบบเทรด Forex ที่ดีเป็นอย่างไร? และคุณจะสร้างระบบเทรด Forex ของตนอย่างไร? ในบทความนี้เราจะตอบคำถามเหล้านี้และนำเสนอการสร้างระบบเทรด Forex ด้วย 7 ขั้นตอน นะครับ
ระบบเทรด Forex คืออะไร?
วิธีการเทรดที่มีการกำหนดรูปแบบการวิเคราะห์เพื่อประเมินแนวโน้มคู่สกุลเงินและกำหนดกลยุทธ์เข้าซื้อและขายออกซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ซึ่งรูปแบบการวิเคราะห์ที่ใช้อาจจะเป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิคและ/หรือการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
ระบบเทรด Forex จะช่วยให้คุณมีวิธีการเทรดที่แน่นอน ชัดเจนและตัดอารมณ์ออกจากการเทรด เพราะความกล้าจะทำให้คุณกล้าเทรดทั้ง ๆ ที่ไม่รู้อะไรเลย ทำให้โอกาสขาดทุนมีสูงมาก ในทางตรงกันข้าม ความกลัวจะทำให้คุณไม่กล้าเทรด ถึงแม้คุณจะเห็นโอกาสอย่างชัดเจนก็ตาม
แล้วระบบเทรด Forex ที่ดีควรเป็นอย่างไร?
วัดผลได้ – เพราะจะช่วยให้คุณทราบว่า ระบบเทรด Forex ของคุณให้ผลลัพธ์ตามที่คุณต้องการหรือไม่ หากคำตอบคือไม่ คุณจะได้ทำการปรับปรุง แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงระบบการเทรด Forex ได้
ใช้ได้ทุกสภาพตลาด – เพราะตลาดมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ระบบเทรด Forex ของคุณจึงควรสามารถใช้ได้ทุกสภาพตลาด เพื่อโอกาสในการทำกำไรในทุกช่วงเวลาของตลาด
ใช้งานง่าย – ระบบเทรด Forex ที่ดีต้องใช้งานง่ายและเรียบง่าย ดังคำพูดที่ว่า “Simple is best” (ความเรียบง่ายดีที่สุด)
ทำกำไรได้จริง – เพราะสิ่งที่เทรดเดอร์ต้องการจากตลาดคือ กำไร ดังนั้น ระบบเทรด Forex ที่ดีจะต้องสามารถทำกำไรจากสนามจริงได้
ผ่านการทดสอบ – ก่อนที่คุณจะนำระบบเทรด Forex ใด ๆ มาใช้งาน คุณต้องทำการทดสอบระบบดังกล่าวจนแน่ใจว่าระบบดังกล่าวให้ผลลัพธ์ที่คุณพึงพอใจเสียก่อน
คุณน่าจะพอทราบแล้วว่า ระบบเทรด Forex คืออะไร แต่คุณจะสร้างระบบเทรด Forex ของคุณเองอย่างไร ?
สร้างระบบเทรด Forex ด้วย 7 ขั้นตอน
1. กรอบเวลา
ก่อนที่คุณจะสามารถกำหนดกรอบเวลาที่จะใช้ในระบบเทรด Forex ไม่ว่าจะเป็นระบบเทรด Forex สั้นหรือระบบเทรด Forex ยาว คุณจะต้องตอบคำถามตัวเองก่อนว่า คุณเป็นเทรดเดอร์แบบไหน
เพราะเทรดเดอร์แต่ละแบบมีรูปแบบการเทรดที่แตกต่างกัน หากคุณชอบเทรดสั้น กรอบเวลาที่ใช้ควรจะเป็นกรอบ 1 ชั่วโมงหรือ 4 ชั่วโมงหรือหากใจร้อนมาก ๆ กรอบราย 1 นาทีก็ดูจะเหมาะสม ในทางตรงกันข้าม หากคุณชอบเทรดยาว กรอบเวลาที่ใช้ควรจะเป็นกรอบรายวัน กรอบรายสัปดาห์ เป็นต้น
2. Indicator ค้นหาแนวโน้ม
หนึ่งในขั้นตอนการเทรดคือ การหาแนวโน้ม ดังนั้น การกำหนดอินดิเคเตอร์ที่จะใช้ในการค้นหาแนวโน้มจึงเป็นสิ่งสำคัญ
หนึ่งในอินดิเคเตอร์ยอดนิยมที่ใช้ค้นหาแนวโน้มคือ MA (Moving Averages) ที่ใช้อย่างน้อย 2 เส้น โดยกำหนดให้เส้นหนึ่งช้ากว่าและอีกเส้นหนึ่งเร็วกว่า เมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดเส้นที่ช้ากว่า นั่นเป็นสัญญาณของแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้น
3. อินดิเคเตอร์ยืนยันแนวโน้ม
แนวโน้มที่ได้จากอินดิเคเตอร์ข้างต้นเป็นแค่อาจจะ ดังนั้น คุณจำเป็นต้องมีอินดิเคเตอร์ที่ช่วยยืนยันว่า แนวโน้มที่คุณได้มานั้นเป็นของจริง เพราะแนวโน้มหลอก ๆ เกิดขึ้นบ่อยมากบนตลาด
อินดิเคเตอร์สำคัญ ๆ ที่ใช้ในการยืนยันแนวโน้ม เช่น RSI, MACD เป็นต้น
4. กำหนดความเสี่ยง
เพราะไม่มีใครสามารถทำกำไรจากการเทรด Forex ได้ทุกครั้ง ดังนั้น การกำหนดระดับผลขาดทุนที่ยอมรับได้จากการเทรดแต่ละครั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้ความเสี่ยงที่จะถูกล้างพอร์ตมีน้อยลง โดยที่เทรดเดอร์แต่ละคนจะมีระดับผลขาดทุนที่ยอมรับได้แตกต่างกันออกไป
5. กำหนดจุดเข้าและจุดออก
หลังจากที่กำหนดความเสี่ยงของคุณเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการกำหนดจุดเข้าและจุดออก ซึ่งเทรดเดอร์แต่ละคนจะมีวิธีการที่แตกต่างกัน
สำหรับจุดเข้า บางคนอาจจะเลือกเข้าทันทีเมื่อยืนยันแนวโน้มเรียบร้อยแล้ว โดยไม่รอให้กราฟปิดแท่งก่อน แต่บางคนอาจจะรอให้กราฟปิดแท่งเสียก่อนแล้วจึงเข้า เพราะมีหลายครั้งที่กราฟปิดแท่งในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คิดไว้
ส่วนจุดออก คุณสามารถกำหนดจุดออกโดยใช้คำสั่งอย่าง Stop Loss, Take Profit หรือ Trailing Stop เพื่อปิดการเทรดโดยอัตโนมัติเมื่อถึงระดับที่กำหนด บางคนอาจจะใช้แนวรับแนวต้านสำคัญเป็นจุดออก ขณะที่เทรดเดอร์บางส่วนอาจเลือกที่จะกำหนดจำนวน pip ที่ต้องการจากการเทรดแต่ละครั้ง
6. ทดสอบ
ขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะคุณจะทราบว่า ระบบเทรด Forex ที่คิดไว้ใช้งานได้จริงหรือไม่ ซึ่งคุณสามารถทำการทดสอบโดยการทดสอบย้อนหลังข้อมูลในอดีตหรือจะเป็นการทดลองเทรดบนบัญชีจำลองอย่างน้อย 3 เดือน หากระบบเทรดดังกล่าวให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ คุณก็สามารถนำระบบเทรดดังกล่าวมาใช้งานได้จริง
7. ปฏิบัติตาม
6 ขั้นตอนก่อนหน้านี้จะไม่มีประโยชน์อันใดเลย หากคุณไม่ทำตามระบบเทรด Forex ที่คุณสร้างขึ้นมาเอง
คุณจำเป็นจะต้องมีวินัยในการปฏิบัติตามระบบเทรด Forex ของคุณอย่างเคร่งครัด ซึ่งวินัยเป็นหนึ่งในคุณลักษณะสำคัญของเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ
สรุป
ตอนนี้คุณคงทราบแล้วว่าจะสร้างระบบเทรด Forex ของตนเองอย่างไร ต่อไปคุณก็สามารถทดสอบระบบเทรด Forex ของคุณกับเราได้แล้วนะ
แจกฟรี!ระบบเทรด
……………………………………………………………………………………………………………….



เทรด Forex สร้างรายได้จริงไหม?
































3 กลยุทธ์ระบบเทรดสั้น (Short-term Trading) ที่นักเทรดนิยมใช้มากที่สุด
พฤษภาคม 24, 20223 กลยุทธ์ระบบเทรดสั้น (Short-term Trading) ที่นักเทรดนิยมใช้มากที่สุด
















14 รูปแบบกราฟแท่งเทียนที่ใช้บ่อยในการเทรด Forex
14 รูปแบบกราฟแท่งเทียนที่ใช้บ่อยในระบบเทรด Forex สำหรับในตลาด Forex นั้นนักเทรดสามารถเลือก Time Frame ที่เหมาะกับกลยุทธการเทรดได้ตามความเหมาะสม กราฟแท่งเทียนจะโชว์ผลของราคาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเวลาจะเป็นตัวกำหนดความยาวของกราฟแท่งเทียนและรูปทรง ในตลาดหุ้นที่ราคามีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รูปของแท่งเทียนที่สามารถเกิดขึ้นจึงมีมากมายหลายรูปแบบ ถ้าจะให้จำรูปแบบของแท่งเทียนให้ครบทุกรูปแบบที่มี เราได้ยกตัวอย่างรูปแบบที่ใช้บ่อยในการเทรด Forex มาให้ ดังนี้
#รูปแบบแท่งเทียน Bearish มักจะเกิดขึ้นหลังจากแนวโน้มขาขึ้นและส่งสัญญาณถึงจุดต้าน เกี่ยวกับราคาตลาดมักทำให้ผู้ค้าปิดสถานะ Long และเปิดสถานะ Short เพื่อใช้ประโยชน์จากราคาที่ตกลงมา ได้แก่
_____________________________________________
1. Hanging Man
คือ รูปแบบการกลับตัวที่เกิดขึ้นใกล้จังหวะสิ้นสุดแนวโน้มขาขึ้น
ลักษณะ : แท่งเทียนจะมีหาง (Lower Shadow) ยาวเป็น 2 เท่าของตัวแท่งที่เกิดในแนวโน้มขาขึ้น
แนวโน้ม : เกิดจากแรงขายที่เข้ามามากกว่าปกติ และฝั่งซื้อเริ่มน้อยลง จะบ่งบอกถึงโอกาสกลับตัวเป็นขาลง
_____________________________________________
2.Shooting Star
คือ รูปแบบการกลับตัวที่เกิดขึ้นใกล้จังหวะสิ้นสุดแนวโน้มขาขึ้น
ลักษณะ : เป็นกราฟแท่งเทียนที่มีรูปแบบคล้ายดาวตก Body สั้น และมีหางด้านบน โดยเกิดขึ้นในช่วงแนวโน้มเทรดขาขึ้น
แนวโน้ม : โอกาสกลับตัวจากเทรนขาขึ้นเป็นขาลง อธิบายได้ว่าแรงกำลังการซื้อพยายามดันราคาให้ขึ้นไปต่อ แต่มีแรงขายเข้ามามากจนกดดันราคาลงมาให้ปิดต่ำซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนทิศทาง
_____________________________________________
3.Bearish Engulfing
คือ สัญญาณทางเทคนิค ที่ส่งสัญญาณบอกการกลับตัวของราคาเป็นขาลง ซึ่งเกิดในสภาวะตลาดขาขึ้น
ลักษณะ : เป็นกราฟแท่งแรกสีเขียวจะเล็กกว่าแท่งที่สอง เป็นรูปแบบการกลับตัวมักเกิดในสภาวะตลาดขาขึ้น
แนวโน้ม : หุ้นมีแนวโน้วที่จะเป็นขาลงปิดต่ำ เนื่องจากกราฟแท่งที่สองมีแรงซื้อที่ต่ำ
_____________________________________________
4.Dark Cloud Cover
คือ เป็นรูปแบบผวนกลับที่ต่ำลงซึ่งจะถูกสร้างขึ้นหลังจากมีแนวโน้มขาขึ้น
ลักษณะ : ประกอบด้วยแท่งเทียน 2 แท่ง แท่งแรกสีเขียวยาวปิดสูง แท่งที่สองราคาเปิด Gap แต่ไม่สามารถได้ราคาลงมาปิดต่ำเกิน 50% รูปแบบการกลับตัวมักเกิดขึ้นในสภาวะตลาดขาขึ้น
แนวโน้ม : จะมีแรงขายเข้ามาในวันที่สอง คือถ้าแรงซื้อถดถอยก็อาจเปลี่ยนเป้นขาลงได้
_____________________________________________
5.Three Black Crows
คือ เป็นรูปแบบแท่งเทียนที่ส่งสัญญาณถึงแนวโน้มขาลงที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยปกติจะแสดงขึ้นหลังจากแนวโน้มขาขึ้น
ลักษณะ : ประกอบด้วยแท่งเทียนสีแดงยาวติดต่อกัน 3 แท่ง โดยจะเป็นจุดเริ่มต้นของขาลงในฐานะผู้ขาย
แนวโน้ม : จะเป็นการเปิดราคาใกล้เคียงกับวันก่อนหน้าแต่จะค่อย ๆ ลดลงตามกาลเวลา จะตีความได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของขาลง
เนื่องจากผู้ขายแซงหน้าผู้ซื้อในช่วงสามวันทำการซื้อขายต่อเนื่องกัน
_____________________________________________
6. Evening Star
คือ แท่งเทียนขาลง 3 แท่งซึ่งเกิดขึ้นหลังจากแท่งเทียนก่อนหน้านั้นเป็นขาขึ้น (Uptrend) โดยเมื่อรูปแบบ Evening Star ปรากฎขึ้น มักใช้เพื่อค้นหาจุดสูงสุดของแนวโน้มตลาด
ลักษณะ : เป็นรูปแท่งเทียนสั้น ๆ คั่นกลางระหว่างแท่งเทียนสีเขียวยาวและแท่งเทียนสีแดง จะเป็นจุดเริ่มต้นในการขาลง
แนวโน้ม : จะบ่งบอกถึงแนวโน้มขาลงเพื่อลดกำไรก่อนหน้านี้
_____________________________________________
7.Bearish Doji
คือ เป็นสัญญาณที่บอกถึงว่าตลาดกำลังจะเข้าสู่ตลาดขาลง ส่วนมากจะเกิดใกล้จุดสูงสุดของตลาดขาขึ้น แสดงให้เห็นถึงความลังเลของตลาดว่าราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น ควรหาจุดขาย
ลักษณะ : ประกอบด้วยเทียน 2 แท่ง โดยเป็นรูปแบบการกลับตัวระยะสั้นจากขึ้นเป็นลง
แนวโน้ม : ฝ่ายซื้ออาจไม่ได้มีนัยยะจริงและอาจมีแรงขายที่ซ่อนอยู่ดูได้จากราคาวันถัดไปที่ไม่สามารถไปต่อได้ มีโอกาสที่จะเปลี่ยนเป็นลงในวันถัดไป
รูปแบบของแท่งเทียนแบบ Bullishเป็นการก่อตัวขึ้นหลังจากตลาดขาลง และส่งสัญญาณการกลับตัวของการเคลื่อนไหวของราคา เป็นตัวบ่งชี้สำหรับผู้ค้าในการพิจารณาเปิดสถานะระยะยาวเพื่อทำกำไรจากทิศทางขาขึ้น
_____________________________________________
8.Hammer
คือ แสดงถึงจุดกลับตัวหลังจากที่หุ้นลงมาพอสมควร บ่งบอกว่ามีแรงซื้อกลับค่อนข้างมาก ทำให้หุ้นปิด ณ ราคาจุดสูงสุด หรือเกือบจะสูงสุด
ลักษณะ : กราฟแท่งเทียนที่รูปแบบคล้ายค้อนจะเป็นรูปแบบการกลับตัวที่เกิดขึ้นในสภาวะตลาดขาลง
แนวโน้ม : การเกิด Hammer บ่งบอกถึงแรงขายในช่วงแรกที่มีการซื้อกลับมาอย่างมากในระหว่างวัน ทำให้มีโอกาสการกลับตัวเป็นขาขึ้น
_____________________________________________
9.Invert Hammer
คือ รูปแบบการกลับตัวที่เกิดขึ้นในสภาวะตลาดขาลง
ลักษณะ : กราฟแท่งเทียนที่รูปแบบคล้ายค้อนจะเป็นรูปแบบการกลับหัวค้อนลง Body สั้น แต่มีหางด้านบน มีราคาปิดต่ำ เกิดขึ้นในแนวโน้มขาลง
แนวโน้ม : บ่งบอกถึงการที่เริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามา อาจมีแนวโน้มจากขาลงเป็นขาขึ้น
_____________________________________________
10.Bullish Engulfing
คือ บ่งบอกว่ามีแรงซื้อเข้ามาและเหนือกว่าแรงขายมาก ทำให้กราฟเทียนพุ่งขึ้นอย่างโดดเด่น
ลักษณะ : ประกอบด้วยแท่งเทียน 2 แท่ง แท่งแรกสีแดง Body แท่งสองราคาเปิด Gap ลง กลับขึ้นมาปิดสูงกว่า
แนวโน้ม : ราคาของวันที่สอง ถึงมีการเปิดที่ต่ำมาก แต่หุ้นมีแนวโน้มที่จะเป็นขาขึ้น เนื่องขากมีแรงซื้อเพิ่มเข้ามาเป็นอย่างมาก
_____________________________________________
11.Piercing Pattern
คือ เป็นกราฟที่เกิดขึ้นในเทรนด์ขาลง สามารถพบเห็นได้บ่อย ในการเทรด Forex หรือหุ้น เพราะเป็นรูปแบบกราฟที่เกิดขึ้นได้ง่าย
ลักษณะ : ประกอบด้วยแท่งเทียน 2 แท่ง แท่งแรกสีแดงยาวปิดต่ำ แท่งที่สองราคาเปิด Gap ลง แต่สามารถขึ้นมาเปิดสูงเกิน 50% โดยรูปแบบการกลับตัวมักเกิดขึ้นในสภาวะตลาดขาลง
แนวโน้ม : มีแรงซื้อเข้ามามาก จึงไม่สามารถดันราคาต่อไปได้ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสเปลี่ยนแนวโน้ม
_____________________________________________
12.Morning Star
คือ ใช้ดูการกลับตัวของราคา เพื่อหาจุดเข้าซื้อ และบ่งบอกว่าตลาดหุ้นจะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขึ้น
ลักษณะ : เป็นรูปแบบสามแท่ง เทียนสั้นแท่งหนึ่งอยู่ระหว่างสีแดงยาวและสีเขียวยาว จะเป็นสัญญาณแห่งความหวังในตลาดขาลง
แนวโน้ม : มีโอกาสเป็นจุดที่ราคาจะกลับตัวมาเพิ่มสูงขึ้น
_____________________________________________
13.Three White Soldiers
คือ จะพบได้ในช่วงแนวโน้มขาลง เพื่อให้สัญญาณของการกลับตัวของแนวโน้มจากขาลงเป็นขาขึ้นโดยรูปแบบนี้จะแสดงถึงจุดเปลี่ยนของแนวโน้มในตลาดทุก ๆ ช่วงของการเปิดต่ำที่น้อยกว่าช่วงที่ผ่านมา แต่ปิดในช่วงสูงสุด
ลักษณะ : เป็นรูปแบบขาขึ้นในสถานการณ์ขาลงที่มีความยาวเรียงติดต่อกัน 3 แท่ง
แนวโน้ม : เป็นสัญญาณขาขึ้นที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจาดแนวโน้มขาลง จะแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันในการซื้อล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง
_____________________________________________
14. Bullish Doji
คือ เป็นสัญญาณที่บอกถึงว่าตลาดกำลังจะเข้าสู่ตลาดขาขึ้น ส่วนมากจะเกิดใกล้จุดต่ำสุดของตลาดขาลง แสดงให้เห็นถึงความลังเลของตลาดว่าราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและใกล้กลับตัวเป็นขาขึ้น ควรหาจุดเข้าซื้อ
ลักษณะ : ประกอบด้วยเทียน 2 แท่ง โดยเป็นรูปแบบการกลับตัวระยะสั้นจากลงเป็นขึ้น
แนวโน้ม : แรงขายที่มีมากในวันแรกเริ่มอ่อนตัวลง มีแรงซื้อเข้ามาวันที่สองทำให้ราคาเกิดความสมดุลใหม่และอาจเปลี่ยนทิศทาง
_____________________________________________
สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการใช้ EA indicator ระบบเทรดและเข้ากลุ่ม Line VIP ฟรี
มีเงื่อนไขเพียงเล็กน้อย
.
เพียงสมัครเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์ตามลิงค์ด้านล่างก็สามารถรับ EA และระบบเทรดได้ฟรี และ EA ตัวใหม่ๆอื่นๆได้อีกในอนาคต
.
XM – คุณภาพอันดับหนึ่งตลอดสิบปีในไทย
XM – https://bit.ly/XmFree30USD
.
Mtrading – สเปรดเริ่มต้นที่ 0 pip ค่าคอมต่ำ
https://bit.ly/MTORNAPA
.
exness – โบรคเกอร์ที่ฝากและถอนเร็วที่สุด
exness – https://bit.ly/ExnessCom
.
**”เมื่อสมัครเสร็จ ส่งเลข MT4 ไปที่ Line Id- @ft.th เพื่อ
.
ขอรับ EA ได้ฟรี!”**
https://lin.ee/toIzT8g
.
ช่องทางการพูดคุย
.
Line Id :: @ft.th
https://lin.ee/toIzT8g
.
facebook :: https://fb.com/ForexTipsThailand
.
กลุ่มพูดคุย :: เทรดฟอเร็กซ์ให้ได้กําไรอย่างยั่งยืน
https://www.fb.com/groups/1179829495508247
.
*การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ
รูปแบบ แท่งเทียน Piercing Pattern กับ Dark Cloud Cover
Piercing Pattern เป็นสัญญาณเทรดขึ้น อยู่ในเทรนด์ขาลง โดยมีเนื้อเทียนค่อนข้างยาว และมีราคาปิดที่สูงเกินครึ่งของแท่งเทียนสีแดงก่อนหน้า แท่งเทียนมีความยาวอยู่ในระดับหนึ่งและมีราคาปิดเกือบถึงราคาต่ำสุดของแท่งเทียนที่อยู่ในเทรนด์ขาลงก่อนหน้า
Dark Cloud Cover เป็นสัญญาณเทรดลง
อยู่ในเทรนด์ขาขึ้น โดยมีเนื้อเทียนค่อนข้างยาวและมีราคาปิดที่สูงเกินกว่าครึ่งของแท่งเทียนสีเขียวก่อนหน้า แท่งเทียนมีราคาเปิดที่ใกล้เคียงกับราคาสูงสุดของแท่งเทียนที่อยู่ในเทรนด์ขาขึ้นก่อนหน้านั้นเช่นกัน
#แจกฟรีระบบเทรด
Commitment Report of Trader (COT Report) คือ อะไร ?
รายงาน COT หรือ COT Report จัดเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการวิเคราะห์แนวโน้มของราคา ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ด้านพื้นฐาน (Fundamental Analysis) หรือ การวิเคราะห์ด้านเทคนิค (Technical Analysis) แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งๆที่มันมีประโยชน์อย่างมหาศาล แต่กลับไม่ค่อยได้รับความนิยมหรือถูกพูดถึงในวงกว้างนัก ด้วยระยะเวลาการออก COT Report แต่ละครั้งนั้นจะออกเพียง 1 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง ทำให้นักลงทุนส่วนหนึ่งมีความรู้สึกว่ารายงานตัวนี้ค่อนข้างช้าและไม่เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะนักลงทุนที่เล่นใน TF ระยะสั้น และซื้อขายเร็ว จะแทบไม่เห็นประโยชน์ของรายงานฉบับนี้เลย
COT Report หรือ สถานะการถือครองสัญญา คืออะไร
COT Report คือการรายงานสถานะการถือครองสัญญา Futures ของนักลงทุนในกลุ่มต่างๆ โดยถูกจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ
ความสำคัญของ COT Report
โดยทั่วไปแล้ว COT Report จะถูกใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ด้านเทคนิค เช่นเดียวกับ ข้อมูลพื้นฐานตัวอื่นๆ แต่มันจะให้ข้อมูลที่แตกต่างจากอินดิเคเตอร์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว อินดิเคเตอร์ก็คือเครื่องมือวัดการเคลื่อนไหวของราคา คือการนำเอาตัวเลขราคาในอดีตมาหาความสัมพันธ์ หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของตัวนักลงทุนว่าจะตีความหรือพยากรณ์สิ่งที่อินดิเคเตอร์แสดงผลออกมาในทิศทางใด
จากด้านบน จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เป็นปัจจัยให้อินดิเคเตอร์เคลื่อนไหว มีแค่ราคาเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น อินดิเคเตอร์ยอดฮิตอย่าง Moving Average ถ้าราคาปรับตัวขึ้น เส้น MA ก็จะปรับขึ้นด้วย และในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาปรับตัวลง เส้น MA ก็จะปรับตัวลงด้วย ฉะนั้น ถ้ามองในมุมของคณิตศาสตร์ อินดิเคเตอร์ก็เป็นเพียงสมการ 1 ตัวแปร ที่แทบจะไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรกับนักลงทุนเลย กลับมาพูดถึงรายงาน COT อีกครั้ง รายงานตัวนี้จะบอกสถานะถือครองของนักลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถรับรู้ได้จากอินดิเคเตอร์ตัวใดๆเลย
คำถามคือ เราจะรู้ไปทำไมว่าใครซื้อขายอะไร มันสำคัญอย่างไร?
คำตอบของคำถามนั้น เป็นคำตอบเดียวกับการที่นักลงทุนไม่เลือกใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค หรือพึ่งพาอินดิเคเตอร์เพียงอย่างเดียว พวกเขาจะไม่เพียงแค่ดูกราฟแล้วพยายามมองมันให้ออก แต่พวกเขาจะพยายามหา ‘ราคาที่แท้จริง’ ของสินค้าตัวนั้น
COT REPORT แสดงให้เห็นอะไรบ้าง
COT Report แสดงปริมาณสัญญาของผู้เข้าร่วมหรือนักเทรดสามประเภทในแต่ละตลาดฟิวเจอร์ส เก็บข้อมูลตอนปิดวันทำการของวันอังคาร
ราคาที่แท้จริง กับ COT Report
การหาราคาที่แท้จริงของสินค้าตัวใดนั้น นักลงทุนทั่วไปคงไม่สามารถพยากรณ์ราคาเองได้ แต่กลุ่มคนที่ใกล้ชิดกับราคาที่แท้จริงมากที่สุด ก็คือกลุ่มคนที่ใช้สินค้าจริง หรือ กลุ่ม Commercials ยกตัวอย่างเช่น ราคาทองคำ ในฐานะนักลงทุนทั่วไปอย่างเรา สิ่งที่เราจะเห็นก็มีเพียงราคาที่ขึ้นลงในกราฟเท่านั้น แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่า ราคาที่เห็นอยู่ในตลาดนั้น เป็นราคาที่สมเหตุสมผลหรือไม่ แพงไป หรือถูกเกินไป ซึ่งกลุ่มคนที่จะรู้ข้อมูลส่วนนี้ ก็คือกลุ่มคนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องโดยตรงกับทองคำ นั่นคือ ถ้ากลุ่ม Commercials เริ่มเข้าซื้อ นั่นแปลว่าราคาเริ่มลงมากเกินไปแล้ว พยากรณ์ได้ว่าราคาจะปรับตัวกลับขึ้นไปในไม่ช้านี้ แต่ถ้า Commercials เริ่มลดปริมาณการถือครองลง นั่นแปลว่าราคาเริ่มสูงเกินไปแล้ว พยากรณ์ได้ว่าราคาจะปรับตัวลงมาในไม่ช้านี้
สรุป
สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรทำเมื่อทำการเทรดโดยใช้ COT Report คือไม่ใช่แค่ว่ากลุ่ม Commercial หรือนักเก็งกำไรเป็นผู้ขายหรือผู้ซื้อสุทธิ แต่ว่าพวกเขาเปิดสัญญาซื้อหรือขายนานแค่ไหนเมื่อเทียบกับประวัติที่ผ่านมา ในเรื่องนี้ การเทรดที่จะให้ผลตอบแทนดีจะเกิดเมื่อสัญญาซื้อ/ขายทำลายสถิติเดิม
#แจกฟรี!ระบบเทรด
Trade Setup คือ การหาจุดซื้อหุ้น
เทคนิคการ “หา Trade Setup” ระบบเทรด ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ค้นหา Trade Setup ที่มีโอกาสชนะสูงทุกรูปแบบ
เทคนิคสำคัญในการหา Trade Setup ที่มีโอกาสชนะสูง ให้เจอ คือ ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องรู้ “วิธีการอ่านกราฟทุกรูปแบบ” ขอเพียงรู้แค่วิธีเดียว แต่เป็นวิธีที่คุณเชี่ยวชาญ การหา Trade Setup ก็จะเป็นเรื่องง่ายดาย
เทคนิคการหา Trade Setup จากกลยุทธ์ Price Action
เทคนิคที่ 1 : แยก Trend ให้ออก
ถ้าใครที่ยังอ่าน Trend ไม่คล่อง มีเทคนิคง่าย ๆ ที่มักจะใช้เป็นประจำมาแนะนำ
เทคนิคที่ 2 : เทคนิคการหาแนวรับให้เจอ
แนวรับ จะเป็นตัวบอกว่า Trade Setup จะไปเกิดตรงไหน
แนวรับ เป็นจุดที่ผู้คนในตลาดยอมรับกันว่า จะไม่ให้ราคาหุ้นร่วงไปมากกว่านี้ จึงมีแรงซื้อเข้ามาพยุงราคาหุ้นตลอด ถึงแม้ว่าจะมีแรงขายเกิดขึ้นก็ตาม
พูดง่าย ๆ ก็คือ แนวรับ เป็นจุดรับหุ้นไว้ไม่ให้ลง นั่นเอง
ถ้าต้องการจะหา Trade Setup ที่มีโอกาสชนะสูง Trade Setup นั้นควรเกิดตรงแนวรับ!!
เทรดเดอร์คนไหนที่ยังหาแนวรับไม่คล่อง มีเทคนิคมาแนะนำ
วิธีหาแนวรับที่ง่ายที่สุด คือ การลากเส้นแนวนอนโดยใช้ จุดต่ำสุด (Low) หรือ จุดสูงสุด (High) เป็นแนวรับ
อีกวิธีทำได้โดยลากเส้นแนวนอนเชื่อม High หรือ Low 2 จุด
การลากเส้นแนวรับนั้น ทำได้โดยการมองจากขวามาซ้าย ถ้าเจอ High หรือ Low ที่อยู่ก่อนหน้าราคาปัจจุบัน ก็จะถือว่า จุดนั้นเป็นแนวรับ (ดูตัวอย่างในรูป)
เทคนิคที่ 3 : หาสัญญาณซื้อ
รูปแรกจะเห็นว่า สัญญาณซื้อจาก Price Action ที่เป็นแท่งเทียน Pin Bar หรือ Hammer นั้น เกิดใน Trend ขาขึ้น และที่สำคัญเกิดตรงแนวรับพอดี เห็นได้ชัดว่าถ้าเทรดตามเทคนิคการหา Trade Setup นี้ จะให้กำไร
รูปที่สองจะเห็นว่า สัญญาณซื้อจาก Stochastic Oscillator เกิดใน Trend ขาขึ้น และที่สำคัญเกิดตรงแนวรับพอดี เห็นได้ชัดว่าถ้าเทรดตามเทคนิคการหา Trade Setup นี้ จะให้กำไรเช่นกัน
สรุป ถ้าคุณต้องการเทคนิคหา Trade Setup ที่มีโอกาสชนะสูง 3 สิ่งที่คุณต้องดูเมื่อเปิดกราฟหุ้น ก็คือ อย่างแรก แยก Trend ให้ออกก่อนว่า ณ ตอนนั้นราคาหุ้นอยู่ใน Trend อะไร ต่อมา หาแนวรับให้เจอ เพราะ แนวรับ จะเป็นตัวบอกว่า Trade Setup จะเกิดตรงไหน และที่สำคัญ แนวรับยังถือเป็นตัวเพิ่มความแม่นให้กับ Trade Setup อีกด้วย สุดท้ายดูสัญญาณซื้อ ถึงแม้สัญญาณซื้อของเทรดเดอร์แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แต่เทคนิคหา Trade Setup จะเหมือนกัน ดังตัวอย่างที่ให้ไว้ จะเห็นว่าถึงแม้สัญญาณที่ใช้จะต่างกัน แต่ใช้หลักการหาเหมือนกัน ลองนำเทคนิคการหาTrade Setup นี้ไปใช้กันดูมรับรองว่า คุณจะหา Trade Setup ที่มีโอกาสชนะสูงได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านโชคดีมีกำไร
#แจกฟรี!ระบบเทรด
จริตหรือนิสัยตามธรรมชาติของคนเรานั้น ค่อนข้างจะไม่เหมือนกัน เช่น บางท่านอาจจะชอบความสันโดษ ชอบอยู่คนเดียว เงียบๆสงบๆ ไม่วุ่นวาย แต่ในขณะที่บางท่านอาจชอบชีวิตแบบสังคมที่มีผู้คนมากมายพลุกพ่าน ดูแล้วครึกครื้น ไม่เงียบเหงาวังเวง ในการลงทุนในตลาด forex จริต, นิสัย ในการเทรดของเหล่าเทรดเดอร์ของแต่ล่ะท่าน ก็เช่นกัน จะแตกต่างกันไปตามความถนัดที่ชอบของแต่ล่ะท่าน สำหรับบทความในวันนีั การลงทุนเชิงกลยุทธ์แบบไหนทีเป็นสไตล์ของคุณ หรือที่คุณถนัดนั่นเอง บางท่านอาจจะงวยงงว่า กลยุทธ์หรือสไตล์การเทรดมันคืออะไร
สำหรับสไตล์หรือรูปแบบเชิงกลยุทธ์ในการลงทุน โดยหลักๆ แล้วจำแนกออกเป็น 5 ข้อดังนี้
ในแต่ละรูปแบบ มีข้อดี ข้อเสียดังนี้
1. Scalping
คือการเทรดเน้นที่ความถี่ของออเดอร์ เน้นทำกำไรระยะสั้นๆ ส่วนใหญ่ก็จะเล่นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เช่นไม่เกิน 2-3 ชั่วโมงหรือบางทีอาจจะมากกว่า หรือน้อยกว่านี้ ทามเฟรมที่นิยมเล่นกันคือตั้งแต่ 1 นาทีไปจนถึง 5,15, 30 นาที โดยใช้ทามเฟรม 1 ชั่วโมงเป็นตัวคุมภาพรวม ใช้ทามเฟรมรายวันเพื่อดูแนมโน้มในวันถัดไป ข้อดี ข้อเสีย ของการเล่นแบบ Scalping มีดังนี้ครับ
ข้อดี
ข้อเสีย
2. Day trading
เป็นกลยุทธ์การซื้อขายที่เน้นทำกำไร ที่จะเทรดจบในวันเดียว ไม่ถือออเดอร์ข้ามคืน เพื่อหลีกเลี่ยงค่า Swap (ค่าดอกเบี้ยถือข้ามคืน) กลยุทธ์ Day trading จะต้องสนใจข่าว ต้องตามข่าว ก่อนออกออเดอร์เสมอ โดยจะเน้นทำกำไร ในช่วงที่มีข่าวสำคัญประกาศ ดังนั้น เทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์นี้จะต้องมีเวลาพอ ต้องติดตามข่าว และเฝ้าหน้าจออย่างต่อเนื่อง
ข้อดี
ข้อเสีย
3. Swing trading
กลยุทธ์การซื้อขายแบบ Swing Trading ของเทรดเดอร์ในตลาด Forex นั้นมีทั้งระยะสั้นและแบบระยะยาว ไม่ขึ้นกับระยะเวลา การถือยาวหรือสั้นจะขึ้นอยู่กับ Timeframe ที่ใช้ เนื่องจากจังหวะที่เทรด เหมาะกับสภาวะตลาดที่มีการแกว่งตัวรุนแรงหรือสภาวะตลาดที่เป็น Sideway ดังนั้นทักษณะเรื่องการมองกราฟราคาให้ออกว่าอยู่ในแนวโน้มแบบใดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การเทรดด้วยวิธีนี้จะนิยมใช้การจัดการความเสี่ยงด้วยการทำ Hedging หรือการจัดการความเสี่ยงแบบ เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) อาจจะใช้การจัดการความเสี่ยงด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย เช่น Stop loss (แบบมีชั้นเชิง), ฯล แต่ส่วนมากแล้วจะนิยมใช้ Hedging กันชะเป็นส่วนใหญ่ สำหรับสวิงเทรดดิ่งนี้ สามารถเป็นได้ทั้งระยะสั้น- ระยะกลาง -ระยะยาว เช่นจากรายชั่วโมง – รายวัน – รายสัปดาห์ รายเดือน ไปจนถึงรายไตรมาสก็ได้ (day trade, week trade, month trade) ปกติแล้วเทรดเดอร์เมื่อเข้ามาอยู่ในตลาดชักระยะแล้ว มักจะไต่เต้าเป็นสวิงเทรดดิ่งไปเองโดยอัตโนมัต โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากทนกำไรไม่ได้ (แต่ทนขาดทุนได้) คือเมื่อเห็นเป็นกำไรก็มักจะปิดออเดอร์ แล้วหาจังหวะเข้าใหม่นั่นเอง(ส่วนมากเป็นกันทุกคน)
ข้อดี
ข้อเสีย
4. Trend trading
สิ่งสำคัญของการใช้กลยุทธ์สไตล์นี้คือ การอ่านเทรนด์ให้ขาด มองเทรนด์ใหญ่เป็นหลัก พูดง่ายก็คือ จังหวะเข้าไม่สำคัญเท่าการมองเทรนด์ขาด (การอ่านเทรนด์สำคัญกว่าหาจังหวะเข้า) และเราจะต้องปล่อยกำไรให้วิ่งไปจนสุดเทรนด์ ไปจนกว่าเราเห็นว่าราคาหรือเทรนด์มันหมด จะไม่ไปต่อแล้ว ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอันใด แล้วคุณก็ปิดจ๊อบ(ปิดออเดอร์) เอากำไรก้อนโต เป็นอันว่าเสร็จภาระกิจ แต่ก็มีบางท่านที่สับสนกับ Trend follow กับ Swing trading อธิบายง่ายๆก็คือ ในการเทรดหากคุณตั้ง stop loss และ take profit ไปเรื่อยๆ ของในแต่ล่ะช่วง ก็เท่ากับว่าเป็นการจำกัดกำไร จำกัดการขาดทุน อย่างนี้ก็ไม่ใช่ Trend follow แต่จะเป็น swing trade ทันที ฉนั้น Trend follow จึงมีแค่ตั้ง stop loss แล้วรันไปเรื่อยๆ โดยไม่ตั้ง take profit ไปจนกว่าเรามองเห็นว่ามันสุดเทรนด์ แล้วปิดออเดอร์รอบเดียว ถึงแม้ว่าจะมีการขาดทุนหลายๆรอบ ในช่วงที่สวนเทรนด์ แต่เมื่อราคากลับมา แลัววิ่งไปตามเทรนด์หลักจนสุด หรือเห็นว่ามีสัญญาณที่ไม่ดี ที่เทรนด์จะไม่ไปต่อแล้ว ก็ปิดทำกำไรรอบเดียว โดยกำไรที่ได้นี้ก็จะ cover การขาดทุนทั้งหมด ไปโดยปริยาย
ข้อดี
ข้อเสีย
สไตล์หรือเทคนิคเชิงกลยุทธ์แบบไหนที่เหมาะกับเรา สไตล์หรือเทคนิคเชิงกลยุทธ์รูปแบบไหนที่เหมาะกับเรา